SSD แพงกันยาว ๆ เลยครับงานนี้

Chien Cheng Pan ซีอีโอของ Phison Electronics ผู้ผลิตคอนโทรลเลอร์ SSD เปิดเผยว่า ตลาดหน่วยความจำอาจเผชิญภาวะขาดแคลนยาวนาน จากความต้องการด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่ออุตสาหกรรมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค

.

ในการให้สัมภาษณ์กับรายการ ChenTalkShow เขาระบุว่า ความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานของ DRAM และ NAND Flash อาจยืดเยื้อไปจนถึงปี 2030 ปัจจุบันผู้ผลิตหน่วยความจำบางรายเรียกร้องให้ลูกค้าชำระเงินล่วงหน้านานถึง 3 ปี เพื่อรับประกันสิทธิ์ในการจัดสรรสินค้า สะท้อนว่าตลาดอยู่ในภาวะ “ผู้ขายเป็นใหญ่” อย่างชัดเจน ใครต้องการของต้องยอมจ่ายและรอคิวล่วงหน้ายาวหลายปี

.

เขามองว่าตั้งแต่ปลายปีนี้ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 อาจมีผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนไม่น้อยต้องปิดกิจการ หรือยุติบางสายการผลิต เพราะไม่สามารถจัดหาหน่วยความจำได้เพียงพอ ปัจจุบันอุปกรณ์แทบทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟน ทีวี พีซี ไปจนถึงอุปกรณ์พื้นฐานทั่วไป ต่างก็ต้องใช้แรมและหน่วยความจำในการทำงาน หากขาดชิ้นส่วนเหล่านี้ก็ไม่สามารถประกอบสินค้าเพื่อจำหน่ายได้

.

เขายังคาดว่าการผลิตสมาร์ตโฟนอาจลดลงราว 200-250 ล้านเครื่อง ขณะที่ตลาดพีซีและทีวีก็มีแนวโน้มถูกปรับลดกำลังผลิตลงอย่างมีนัยสำคัญ

.

ในด้านราคา หน่วยความจำ eMMC ความจุ 8GB ที่ต้นปี 2025 เคยมีราคาประมาณ 1.5 ดอลลาร์ ล่าสุดพุ่งขึ้นใกล้ 20 ดอลลาร์ และในเกรดยานยนต์อาจแตะเกือบ 30 ดอลลาร์ อีกทั้งปริมาณสินค้ายังไม่สม่ำเสมอ สะท้อนภาวะขาดแคลนที่ชัดเจน

.

เขายังชี้ว่าเมื่อเกิดของขาดตลาดแบบนี้ ผู้ผลิตย่อมเลือกขายให้ลูกค้าที่ทำกำไรได้สูงก่อน ซึ่งกระทบผู้ผลิตสินค้าอุปกรณ์ผู้บริโภคโดยตรง เพราะต้นทุนหน่วยความจำในสมาร์ตโฟนคิดเป็นมากกว่า 20% ของต้นทุนรวม เทียบกับเพียง 5–6% ในเซิร์ฟเวอร์ ทำให้กลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์สามารถยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อแย่งโควตาได้ง่ายกว่า

.

สำหรับสาเหตุหลัก Pan มองว่ามาจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เพิ่มขึ้น เช่น ระบบ Vera Rubin ของ NVIDIA ซึ่งอาจใช้ SSD มากกว่า 20TB ต่อ GPU หากมีการจัดส่งหลายล้านหน่วย ก็อาจกินสัดส่วนการผลิต NAND ทั่วโลกจำนวนมาก และยิ่งซ้ำเติมภาวะตึงตัวในตลาดหน่วยความจำต่อไป

.

ที่มา : videocardz

#ไอทีน่ารู้ #ข่าวไอที #รวมเรื่องไอที #ไอที

2/25 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ของผมเองในแวดวงเทคโนโลยี พบว่าปัญหาขาดแคลนหน่วยความจำอย่าง DRAM และ NAND Flash ส่งผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดต่อการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะราคาของ SSD และหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้นมากจนหลายคนต้องชะลอการอัปเกรดหรือซื้ออุปกรณ์ใหม่ สิ่งที่น่าสนใจคือความต้องการด้าน AI ที่เติบโตอย่างรวดเร็วได้กลายเป็นตัวขับเคลื่อนความต้องการหน่วยความจำ ทำให้ตลาดอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่า “ผู้ขายเป็นใหญ่” อย่างแท้จริง ผู้ผลิตต้องใช้กลยุทธ์ให้ลูกค้าชำระเงินล่วงหน้านานหลายปีเพื่อรับโควตาประกันสินค้า ทำให้ระบบจัดการซัพพลายเชนมีความซับซ้อนขึ้นไปอีก จากมุมมองของผู้ใช้งานทั่วไป ผมคิดว่าปัญหานี้ก็สะท้อนถึงความต้องการพัฒนานวัตกรรมในทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ที่ต้องพึ่งพาองค์ประกอบหน่วยความจำคุณภาพสูงและมีประสิทธิภาพสูง เช่น การ์ดจอหรือ AI accelerator ต่าง ๆ ซึ่งต้องใช้ SSD ขนาดใหญ่และความเร็วสูง เพื่อตอบสนองงานประมวลผลหนัก การเข้าใจสภาพตลาดเช่นนี้ช่วยให้เราวางแผนการลงทุนและจัดซื้ออุปกรณ์ไอทีได้ดีขึ้น รวมถึงกระตุ้นให้เราใส่ใจเทคโนโลยีใหม่ที่อาจลดการพึ่งพาหน่วยความจำปัจจุบัน เช่น การใช้เทคโนโลยีการบีบอัดข้อมูล การปรับโครงสร้างข้อมูลให้เหมาะสม หรือแม้แต่การสำรองข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดการกินพื้นที่หน่วยความจำ ท้ายที่สุด ภาวะขาดแคลนนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคให้เตรียมพร้อมรับมือ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการต้นทุนให้ดี หรือการปรับตัวไปสู่เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ยังไม่ถูกผลกระทบมากนัก เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจและการใช้งานอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความท้าทายนี้ต่อไป