บ่นกันปากเปียกปากแฉะ ในที่สุด Microsoft ก็ยอมฟังแล้ว 🍋

เชื่อว่าหนึ่งในปัญหาที่คนใช้ Windows หลายคนเจอกันก็คือเรื่องอัปเดตที่ชอบโผล่มาในจังหวะที่ไม่เหมาะเอาเสียเลย แถมบางครั้งยังบังคับให้รีสตาร์ทหรือปิดเครื่องไม่ได้จนกว่าจะอัปเดตเสร็จ ทำให้การใช้งานสะดุดและสร้างความหงุดหงิดไม่น้อย

.

ล่าสุด Microsoft เตรียมปรับปรุงระบบ Windows Update ครั้งใหญ่ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถกำหนดได้เองว่าจะอัปเดตเมื่อไรหรือจะเลื่อนออกไปก่อน หลังจากโดนเสียงบ่นเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน โดยหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ ผู้ใช้จะสามารถหยุดการอัปเดตได้แบบไม่มีกำหนด จากเดิมที่จำกัดไว้สูงสุดเพียง 30 วันเท่านั้น

.

อีกหนึ่งจุดที่หลายคนรอคอยคือการปรับปรุงตัวเลือกการปิดเครื่องและรีสตาร์ท โดยในอนาคตผู้ใช้จะสามารถเลือก “Shut down” หรือ “Restart” ได้ตามปกติ ไม่ต้องถูกบังคับให้ติดตั้งอัปเดตก่อนเหมือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ Microsoft ยังจะลดการรีสตาร์ทอัตโนมัติจากระบบลง ให้เหลือประมาณเดือนละครั้ง เพื่อลดการรบกวนการใช้งาน

.

ในด้านคุณภาพของอัปเดตเองก็จะถูกยกระดับให้ดีขึ้น ทั้งในเรื่องความเสถียร ความชัดเจนของขั้นตอน รวมถึงระบบกู้คืนที่เชื่อถือได้มากขึ้นในกรณีที่เกิดปัญหาหลังอัปเดต ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งในปัญหาที่ผู้ใช้เจอกันบ่อย

.

การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนใหญ่ที่ Microsoft เตรียมปรับปรุง Windows 11 ภายในปี 2026 ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพระบบ ปรับปรุง Taskbar ให้ยืดหยุ่นมากขึ้น พัฒนา File Explorer และระบบค้นหา รวมถึงลดการใช้ทรัพยากรโดยรวม

.

เรียกได้ว่าครั้งนี้ Microsoft เริ่มหันกลับมาฟังเสียงผู้ใช้มากขึ้น และพยายามแก้ไขสิ่งที่เคยเป็นข้อเสียของ Windows มาอย่างยาวนาน เพื่อกู้ความเชื่อมั่นและทำให้ประสบการณ์ใช้งานดีขึ้นในระยะยาว

.

ที่มา : neowin

#ไอทีน่ารู้ #ข่าวไอที #รวมเรื่องไอที #ไอที

3/27 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ของคนที่ใช้ Windows มาอย่างยาวนาน การอัปเดตระบบที่บังคับรีสตาร์ทเครื่องโดยที่ยังไม่พร้อมใช้งานนั้นทำให้เสียเวลาและสร้างความหงุดหงิดไม่น้อย โดยเฉพาะเวลาที่กำลังทำงานสำคัญหรือเล่นเกม การที่ Microsoft ตัดสินใจให้ผู้ใช้สามารถหยุดการอัปเดตได้ไม่จำกัดเวลาและเลือกปิดเครื่องหรือรีสตาร์ทตามต้องการโดยไม่ต้องติดตั้งอัปเดตก่อนนั้น ถือเป็นการตอบสนองเสียงเรียกร้องอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การลดจำนวนครั้งของการรีสตาร์ทอัตโนมัติให้เหลือเดือนละครั้ง จะช่วยลดการถูกรบกวนระหว่างใช้งาน และยังมีการยกระดับคุณภาพของตัวอัปเดต ทั้งเรื่องความเสถียรและระบบกู้คืนที่น่าเชื่อถือมากขึ้น ทำให้เรามั่นใจได้ว่าหากเกิดปัญหาขึ้นก็สามารถกลับมาใช้งานได้อย่างราบรื่น ในอีกมุมหนึ่ง การปรับปรุง Taskbar ให้สามารถปรับแต่งได้มากขึ้น รวมทั้งการพัฒนา File Explorer และระบบค้นหาใน Windows 11 จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างเห็นได้ชัด การลดการใช้ทรัพยากรระบบก็เป็นข่าวดีสำหรับผู้มีเครื่องเก่าหรือสเปคต่ำ เพราะสามารถใช้งานได้ไหลลื่นขึ้นและประหยัดพลังงานมากขึ้น โดยส่วนตัว ผู้ใช้หลายคนรอคอยการเปลี่ยนแปลงนี้มานาน เพราะปัญหา Windows Update ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ส่งผลต่อ productivity และอารมณ์อย่างมาก การที่ Microsoft หันกลับมาฟังผู้ใช้และนำเสนอทางเลือกที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ถือเป็นแนวทางที่ดีในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจในระบบปฏิบัติการ Windows ได้จริงๆ