สหรัฐฯ แบนเราเตอร์ผลิตนอกประเทศ 🚨

คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) ประกาศเพิ่ม “เราเตอร์ที่ผลิตในต่างประเทศ” เข้าไปในบัญชีอุปกรณ์เสี่ยงด้านความมั่นคง (Covered List) ส่งผลให้เราเตอร์รุ่นใหม่ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ จะไม่สามารถนำเข้าและวางจำหน่ายในประเทศได้ เว้นแต่จะได้รับการอนุมัติเป็นกรณีพิเศษ

.

มาตรการนี้มีที่มาจากความกังวลด้านความปลอดภัยไซเบอร์ หลังหน่วยงานความมั่นคงพบว่ากลุ่มแฮกเกอร์ที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐ เช่น Volt Typhoon และ Flax Typhoon อาศัยช่องโหว่ของเราเตอร์ตามบ้านและสำนักงานขนาดเล็ก (SOHO) เป็นช่องทางโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ทั้งระบบสื่อสาร พลังงาน และการขนส่ง

.

FCC ระบุว่าเราเตอร์จากต่างประเทศมีใช้งานอยู่แทบทุกครัวเรือนในสหรัฐฯ และอาจถูกใช้เป็นช่องทางฝัง backdoor ตั้งแต่ระดับซัพพลายเชน จึงถือเป็น “ความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้ต่อความมั่นคงของชาติ” แนวทางนี้ยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงปี 2025 ของ Donald Trump ที่ต้องการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

.

ผลกระทบถือว่ากว้างมาก เพราะปัจจุบันกว่า 60% ของตลาดเราเตอร์ในสหรัฐฯ ผลิตในต่างประเทศ ทำให้แบรนด์หลักอย่าง TP-Link, Asus, Netgear, Linksys และ D-Link ล้วนได้รับผลกระทบ แม้บางบริษัทจะเป็นสัญชาติอเมริกัน แต่ก็มีฐานการผลิตอยู่นอกประเทศ

.

อย่างไรก็ตาม คำสั่งนี้มีผลเฉพาะ “เราเตอร์รุ่นใหม่” เท่านั้น อุปกรณ์ที่ผู้บริโภคใช้งานอยู่หรือผ่านการรับรองก่อนหน้านี้ยังใช้ได้ตามปกติ ขณะเดียวกันผู้ผลิตยังสามารถยื่นขออนุมัติแบบมีเงื่อนไขจากหน่วยงานด้านความมั่นคงได้

นักวิเคราะห์มองว่ามาตรการนี้อาจทำให้ราคาอุปกรณ์เครือข่ายสูงขึ้น และบีบให้ผู้ผลิตต้องย้ายฐานการผลิตในอนาคต ขณะที่ในวงการเน็ตเวิร์กเองก็เริ่มตั้งคำถาม เพราะแทบไม่มีเราเตอร์รุ่นใดที่ผลิตในสหรัฐฯ ทั้งหมดจริง ๆ

.

ที่มา : Neowin FCC

#ไอทีน่ารู้ #ข่าวไอที #รวมเรื่องไอที

#ไอที

3/27 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ตรงในการใช้งานเราเตอร์ที่ผลิตต่างประเทศ ผมพบว่าในหลายครั้งอุปกรณ์เหล่านี้มีฟีเจอร์และราคาที่เหมาะสมสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป แต่การที่ FCC ประกาศแบนเราเตอร์ที่ผลิตนอกประเทศถือเป็นความเคลื่อนไหวที่สร้างความตื่นตัวในแวดวงไอทีอย่างมาก เพราะถึงแม้จะทำให้เกิดความมั่นใจในความปลอดภัยไซเบอร์มากขึ้น แต่ก็ก่อให้เกิดความท้าทายในเรื่องการจัดหาสินค้าและราคา อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การวางสายการผลิตของแบรนด์ดังอย่าง TP-Link, Asus, Netgear, Linksys และ D-Link ที่ส่วนใหญ่ฐานการผลิตอยู่ต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ผลิตอาจต้องพิจารณาถึงการย้ายฐานการผลิตหรือปรับเปลี่ยนมาตรการควบคุมความปลอดภัยภายในซัพพลายเชนตามนโยบายความมั่นคงนี้ นอกจากนี้ การที่ FCC เน้นเรื่องความเสี่ยงจาก backdoor ที่อาจฝังตั้งแต่ระดับซัพพลายเชน ทำให้เราเข้าใจถึงความสำคัญของการตรวจสอบอุปกรณ์ไอทีอย่างละเอียดและต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุคที่ภัยคุกคามไซเบอร์มีความซับซ้อนและแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่ใช่แค่เราเตอร์เท่านั้น แต่รวมถึงอุปกรณ์สมาร์ทโฮมและไอทีอื่นๆ ในสำนักงานขนาดเล็ก (SOHO) ผมเชื่อว่ามาตรการนี้จะเป็นแรงผลักดันให้ตลาดเทคโนโลยีในสหรัฐฯ มีการพัฒนาด้านความปลอดภัยและการผลิตในประเทศเพิ่มขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้บริโภค การติดตามข่าวสารและเลือกใช้เราเตอร์ที่มีความน่าเชื่อถือและมีการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยสูงจะช่วยลดความเสี่ยงได้มากขึ้นเช่นกัน