ทำดีก็ทำได้ 🚨

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ Microsoft ออกมาสัญญาว่าจะปรับปรุงประสบการณ์ใช้งาน Windows 11 ให้ยืดหยุ่นและรบกวนน้อยลง ล่าสุดก็เริ่มมีการทยอยปล่อยฟีเจอร์ใหม่ผ่านเวอร์ชันทดสอบ (Windows Insider) แล้ว โดยเน้นไปที่การ “ให้อิสระกับผู้ใช้” ในการควบคุมการอัปเดตมากขึ้นอย่างชัดเจน

.

หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญคือการเพิ่มความยืดหยุ่นของการหยุดอัปเดต (Pause Update) จากเดิมที่จำกัดค่อนข้างมาก ตอนนี้ผู้ใช้สามารถเลือกเลื่อนอัปเดตได้นานสูงสุด 35 วันต่อครั้ง และเมื่อครบกำหนดก็สามารถกดเลื่อนต่อได้เรื่อย ๆ แบบไม่จำกัดจำนวนครั้ง เท่ากับว่าสามารถ “ดองอัปเดต” ไว้ได้นานเท่าที่ต้องการ เหมาะสำหรับคนที่อยากรอให้ระบบนิ่งก่อนหรือเลี่ยงบั๊กจากอัปเดตใหม่

.

อีกจุดที่หลายคนน่าจะเคยเจอคือช่วงเปิดเครื่องครั้งแรกหลังลง Windows ใหม่ (OOBE) หากไม่ได้ Bypass และมีการ Sign in บัญชี Microsoft พร้อมเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต มักจะต้องเจอกับการบังคับอัปเดตก่อนเข้า Desktop ซึ่งใช้เวลาค่อนข้างนาน แต่รอบนี้ Microsoft เพิ่มตัวเลือก “Update later” ให้สามารถข้ามขั้นตอนนี้ไปใช้งานเครื่องได้ทันที ไม่ต้องรออัปเดตให้จบก่อนเหมือนเดิม

.

นอกจากนี้ อีกหนึ่งฟีเจอร์ทีเด็ดคือ Microsoft จะทำให้ตัวเลือก Shutdown และ Restart แบบปกติแสดงอยู่ตลอดเวลา ไม่ถูกบังคับให้ต้องเลือกเฉพาะ “Update and Shut down” หรือ “Update and Restart” เหมือนเดิม

.

หลายคนน่าจะเคยเจอสถานการณ์เลิกงานแล้วอยากปิดเครื่องกลับบ้าน แต่ดันติดอัปเดตความปลอดภัยประจำเดือน ต้องรอเครื่องรีสตาร์ทและติดตั้งแพตช์อีกหลายนาทีกว่าจะเสร็จ การเปลี่ยนแปลงนี้จึงช่วยให้ผู้ใช้เลือกได้เองว่าจะปิดเครื่อง รีสตาร์ท หรือค่อยอัปเดตทีหลังตามความสะดวก

.

ในภาพรวม Microsoft ยังพยายามลดความรบกวนจาก Windows Update ลงอีกขั้น ด้วยการรวมอัปเดตหลายประเภท เช่น ไดรเวอร์, .NET และเฟิร์มแวร์ ให้มาอยู่ในรอบเดียวกับอัปเดตคุณภาพประจำเดือน เพื่อลดจำนวนครั้งที่ต้องรีสตาร์ทเครื่อง และทำให้ประสบการณ์อัปเดตเป็นระบบมากขึ้น

.

พร้อมกันนี้ Microsoft ยังเตรียมเพิ่มความโปร่งใสของข้อมูลอัปเดต ให้ผู้ใช้เห็นรายละเอียดได้ชัดเจนขึ้นว่าแต่ละอัปเดตมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง โดยเฉพาะอัปเดตที่เกี่ยวข้องกับไดรเวอร์ เพื่อช่วยให้ตัดสินใจก่อนติดตั้งได้ง่ายขึ้น

.

ที่มา : Neowin

#ข่าวไอที #รวมเรื่องไอที #ไอทีน่ารู้ #ไอที

5/5 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ใช้ Windows 11 มานาน สิ่งที่ผู้ใช้หลายคนมักพบเจอ คือความยุ่งยากและความไม่สะดวกในการจัดการกับ Windows Update โดยเฉพาะเวลาที่ระบบบังคับให้ต้องอัปเดตก่อนจะปิดเครื่องหรือรีสตาร์ท ซึ่งบางครั้งทำให้เสียเวลารอติดตั้งแพตช์หลายสิบหรือนาทีจนกระทบต่อการทำงานหรือเวลาส่วนตัว การที่ Microsoft ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ โดยให้ผู้ใช้สามารถเลื่อนการอัปเดตได้นานสูงสุด 35 วันต่อครั้ง และเลื่อนต่อได้เรื่อยๆ อย่างไม่จำกัดจำนวนครั้งนั้น ถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้เราเลือกจังหวะที่เหมาะสม ไม่ต้องถูกบังคับให้ต้องอัปเดตทันทีเหมือนก่อน นอกจากนี้ตัวเลือก "Update later" ในช่วง OOBE ยังช่วยให้เราสามารถใช้งานเครื่องได้ทันทีหลังลง Windows ใหม่ โดยไม่ต้องรอให้อัปเดตเสร็จก่อน ส่งผลดีมากสำหรับคนที่รีบใช้งานเครื่องหรือผู้ที่ต้องการตั้งค่าระบบอย่างเร่งด่วน ส่วนปุ่ม Shutdown และ Restart แบบปกติที่ยังคงให้ใช้อยู่ตลอดเวลานั้น ถือเป็นการแก้ไขปัญหาที่ผู้ใช้หลายคนร้องขอ เพราะบางวันหลังเลิกงานเราต้องการปิดเครื่องง่ายๆ แต่เดิมต้องรอให้ติดตั้งอัปเดตจนเสร็จก่อน กว่าจะได้ปิดเครื่องก็สายไปแล้ว ทั้งนี้การรวมอัปเดตไดรเวอร์, .NET และเฟิร์มแวร์ ให้มาติดตั้งรวมกับอัปเดตคุณภาพประจำเดือนนั้น ยังช่วยลดจำนวนครั้งที่ต้องรีสตาร์ทเครื่อง และลดความรบกวนจากการอัปเดต ทำให้ประสบการณ์ใช้งานโดยรวมดีขึ้นมาก ที่สำคัญคือ Microsoft ยังเพิ่มความโปร่งใสในการแสดงข้อมูลการอัปเดตให้ผู้ใช้เข้าใจอย่างละเอียดว่าแต่ละแพตช์มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง โดยเฉพาะอัปเดตไดรเวอร์ ซึ่งช่วยให้เราตัดสินใจว่าจะติดตั้งหรือเลื่อนออกไปได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ประสบการณ์การใช้งาน Windows 11 ที่ได้รับการปรับปรุงนี้จึงนับว่าเป็นก้าวสำคัญในการคืนอำนาจการควบคุมให้กับผู้ใช้ พร้อมทั้งลดความกังวลใจเรื่องอัปเดตโดยไม่จำเป็นลงได้อย่างมาก