สุดท้ายแก้ด้วยการลง Windows ใหม่จบ ๆ

Microsoft ยืนยันว่า Windows 11 กำลังพบบั๊กในระบบ Windows Update ที่ทำให้ผู้ใช้บางส่วนไม่สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งอัปเดตใหม่ได้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2026 เป็นต้นมา ส่งผลให้เครื่องที่ได้รับผลกระทบไม่ได้รับแพตช์ความปลอดภัยล่าสุดต่อเนื่องหลายเดือน

.

ปัญหานี้เริ่มพบหลังผู้ใช้บางรายไม่สามารถดาวน์โหลดอัปเดต Patch Tuesday เดือนมีนาคม 2026 หมายเลข KB50794373 ได้ และอัปเดตถัด ๆ มา ทั้งแพตช์ฉุกเฉิน KB5086672, KB5091157 รวมถึงอัปเดตประจำเดือนเมษายนและพฤษภาคม ก็ไม่สามารถติดตั้งได้เช่นกัน โดยเมื่อกดอัปเดตผ่านหน้า Settings ระบบจะค้างอยู่ที่ขั้นตอนดาวน์โหลดและแสดงรหัสผิดพลาด 0x80010002

.

Microsoft ระบุว่าสาเหตุไม่ได้มาจากความเสียหายของตัวเครื่อง หรือปัญหาความสามารถในการติดตั้งอัปเดต แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดด้าน timeout ระหว่างเริ่มกระบวนการดาวน์โหลด ทำให้อุปกรณ์บางเครื่องไม่สามารถดาวน์โหลดอัปเดตผ่านหน้า Windows Update ได้ตามปกติ

.

ผลกระทบของบั๊กนี้ถือว่าน่ากังวล เพราะผู้ใช้ที่เจอปัญหาอาจพลาดแพตช์ความปลอดภัยสำคัญ รวมถึงอัปเดต Secure Boot และใบรับรองความปลอดภัยใหม่ที่ Microsoft แจกจ่ายผ่าน Windows Update ด้วย

.

สำหรับผู้ดูแลระบบที่มีสิทธิ์เข้าถึง Microsoft Admin Center สามารถตรวจสอบประกาศอย่างเป็นทางการได้แล้ว โดยคาดว่าการแก้ไขผ่าน Known Issue Rollback หรือ KIR อาจช่วยแก้ปัญหานี้ได้ในบางกรณี ทั้งนี้ Microsoft ยังย้ำว่าปัญหานี้เกี่ยวข้องเฉพาะขั้นตอนการดาวน์โหลดอัปเดตจากอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่ความผิดปกติของตัวอุปกรณ์โดยตรง

.

อย่างไรก็ตามทาง Microsoft ได้รับทราบปัญหาดังกล่าวแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่มีแพตช์แก้ไขถาวรออกมาอย่างเป็นทางการ ทำให้ผู้ใช้บางส่วนอาจยังพบปัญหาเดิมอยู่ในปัจจุบัน คงต้องรอการอัปเดตเพิ่มเติมจาก Microsoft กันต่อไปครับ

.

ที่มา : neowin

#ไอทีน่ารู้ #ข่าวไอที #รวมเรื่องไอที #ไอที

5/25 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ตรงที่ผมเจอกับปัญหาอัปเดต Windows 11 ไม่ได้ โดยระบบค้างอยู่ที่ขั้นตอนดาวน์โหลดและขึ้นรหัสผิดพลาด 0x80010002 พบว่าปัญหานี้เกิดจากบั๊กที่ Microsoft ยืนยันแล้วว่ามีผลกับระบบ Windows Update ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม 2026 โดยตัวระบบจะไม่สามารถดาวน์โหลดแพตช์สำคัญได้เลย ถ้าคุณเจอสถานการณ์นี้ สิ่งที่ผมแนะนำคือก่อนจะลง Windows ใหม่ ควรลองทำการตรวจสอบขั้นตอนเบื้องต้นก่อน เช่น การรีเซ็ต Windows Update components, ใช้เครื่องมือแก้ไขปัญหาของ Windows Update หรือดาวน์โหลดแพตช์โดยตรงจากเว็บไซต์ Microsoft Update Catalog แต่ถ้าทำวิธีเหล่านี้แล้วยังไม่ได้ผล บางครั้งการลง Windows ใหม่เท่านั้นจึงจะจบปัญหา เนื่องจากคู่มือการแก้ปัญหาของ Microsoft ถึงแม้กำลังพัฒนา Known Issue Rollback เพื่อช่วยแก้ไข แต่ตอนนี้ยังไม่มีแพตช์แก้ไขถาวรออกมา ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้ต้องการแก้ไขด้วยตัวเองเพื่อความปลอดภัยของระบบและข้อมูล นอกจากนี้ ผมอยากเน้นย้ำว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากความเสียหายของเครื่องหรือฮาร์ดแวร์แต่อย่างใด แต่เป็นเพราะระบบ timeout ในการดาวน์โหลดไฟล์อัปเดตที่เปลี่ยนแปลงใหม่ ทำให้อุปกรณ์บางเครื่องเจอปัญหานี้แตกต่างกันไป การตรวจสอบประกาศจาก Microsoft Admin Center จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ดูแลระบบองค์กร เพื่อวางแผนการอัปเดตและจัดการระบบอย่างเหมาะสม สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป หากเจอปัญหาให้คอยติดตามข่าวสารอัปเดตจาก Microsoft อย่างใกล้ชิด และหากจำเป็นควรเตรียมข้อมูลสำรองหรือแผนการลง Windows ใหม่เพื่อป้องกันปัญหาปลายทาง เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของเรายังคงได้รับการปกป้องจากช่องโหว่และความเสี่ยงด้านความปลอดภัยใหม่ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ