จาก Morgan Stanley (MS) ว่า “ราคาทองคำ” อาจพุ่งขึ้นถึง $4,500$/Oz กลางปี 2026

ปัจจัยบวกที่ทำให้ MS มองว่าจะขึ้น

• เครดิตการซื้อทองคำโดยกองทุน ETF ที่ลงทุนในทองคำจริง (gold-backed ETFs) ยังเข้มแข็ง ซึ่งช่วยหนุนความต้องการทางการเงินของทองคำให้สูงขึ้น.

• ธนาคารกลางหลายแห่งยังคงซื้อทองคำ (แม้อาจซื้อช้าลง) เพื่อเสริมฐานสำรอง (central bank demand) ซึ่งช่วยหนุนราคาทอง.

• เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง / อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ อาจถูกลดลง ซึ่งจะลดต้นทุนโอกาสของสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทน (ทองคำไม่มีค่าสินทรัพย์ผลตอบแทน) ทำให้ทองคำเป็นสินทรัพย์หลบภัยน่าสนใจมากขึ้น.

⚠️ ความเสี่ยงที่ MS เน้นไว้

• ถึงแม้จะมีแนวโน้มบวก แต่ราคาทองมีโอกาสผันผวนสูง (volatility) หากนักลงทุนเปลี่ยนไปถือสินทรัพย์อื่นแทน.

• หากธนาคารกลางบางแห่งตัดสินใจลดการซื้อทองคำ หรือขายทองคำออก จะเป็นแรงกดดันราคาลงได้.

• ตลาดเครื่องประดับทอง (jewellery demand) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของความต้องการทองคำ อาจชะลอหรืออ่อนแอได้เมื่อราคาสูงมาก.

📌 ตัวเลขและข้อมูลสำคัญ

• MS มองว่าราคาทองคำมี ศักยภาพจะขึ้นถึง US$4,500/ออนซ์ ภายในกลางปี 2026.

• MS เคยให้บทวิเคราะห์ว่า ราคาทองคำในปี 2025 พุ่งขึ้นมาก (~50 % ขึ้น) ทำให้เข้าสู่โซน “overbought” ตาม RSI แต่มีการปรับฐานลงทำให้สถานะการถือครองหรือตำแหน่งลงทุน “สะอาดขึ้น” (less overbought) ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ขึ้นต่อได้.

✅ สิ่งที่ควรจับตามอง

• ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของ Federal Reserve (สหรัฐฯ) และค่า US Dollar – หากลดดอกเบี้ยหรือค่า USD อ่อน จะหนุนทองคำ.

• การเคลื่อนไหวของธนาคารกลาง: ซื้อเพิ่มหรือขายออก รวมทั้ง นโยบายสำรองทองคำ.

• สภาพความต้องการจริงจากผู้ใช้ทองคำ เช่น เครื่องประดับในจีน/อินเดีย และการผลิตทองคำใหม่/รีไซเคิล.

• สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก (ความไม่แน่นอน Inflation เงินเฟ้อ หนี้สาธารณะ) ซึ่งช่วยผลักดันให้ทองคำเป็นสินทรัพย์หลบภัย.

#ทองคํา #ทองคําวันนี้ #แนวโน้ม #ทองคําแท้ #วิเคราะห์ทองคํา

2025/11/3 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมนอกจากการคาดการณ์ของ Morgan Stanley ที่ว่าราคาทองคำอาจพุ่งขึ้นไปถึง 4,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในกลางปี 2026 ยังมีหลายปัจจัยสำคัญที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนในการติดตามและวิเคราะห์เพิ่มเติม หนึ่งในปัจจัยหลักคือกองทุน ETF ที่ลงทุนในทองคำซึ่งได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากกองทุนเหล่านี้ถือทองคำจริงเป็นสินทรัพย์หนุนหลัง ทำให้ความเชื่อมั่นในทองคำเพิ่มขึ้นและช่วยหนุนราคาทองอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกยังคงดำเนินกลยุทธ์ซื้อทองคำเพื่อเสริมฐานสำรองของตน แม้ว่าจะมีการชะลอในบางช่วงแต่ยังคงเป็นแรงสนับสนุนด้านดีต่อราคาทองคำ ในมุมมองทางเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยอย่างเงินเฟ้อ หนี้สาธารณะ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์หลบภัยที่น่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะลดต้นทุนโอกาสของการถือครองทองคำซึ่งไม่มีผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยโดยตรง ทำให้นักลงทุนจำนวนมากหันมาถือครองทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรตระหนักถึงความเสี่ยงที่ Morgan Stanley เน้นย้ำ ได้แก่ ความผันผวนของราคาทองคำที่อาจสูง หากนักลงทุนเปลี่ยนพอร์ตลงทุนไปสู่สินทรัพย์อื่นได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางบางแห่งอาจลดการถือครองทองคำหรือลดการซื้อทองคำออกไป ซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ นอกจากนี้ ความต้องการทองคำจากตลาดเครื่องประดับก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องจับตามอง เพราะราคาทองที่สูงมากอาจทำให้ความต้องการในตลาดนี้ลดลงหรือชะลอการเติบโต สำหรับแนวโน้มในอนาคต นักลงทุนจึงควรติดตามอย่างใกล้ชิดกับนโยบายการเงินของ Federal Reserve ทั้งการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยและการเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของธนาคารกลางในการซื้อหรือขายทองคำ รวมถึงนโยบายการสำรองทองคำในแต่ละประเทศจะเป็นตัวบ่งชี้สำคัญ สุดท้าย สภาพความต้องการทองคำจากผู้บริโภคในประเทศที่ใช้ทองคำเป็นวัฒนธรรมสำคัญ เช่น จีนและอินเดีย รวมถึงการผลิตทองคำใหม่และทองคำรีไซเคิล จะส่งผลต่อสมดุลตลาดทองคำโดยรวม ดังนั้นจึงควรใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ครอบคลุมเพื่อการลงทุนที่มั่นคงและมีโอกาสสำเร็จสูงในตลาดทองคำที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ "Factbox-Morgan Stanley คาดการณ์ราคาทองคำ 4,500$/Oz กลางปี 2026 ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ" เป็นคำเตือนที่ควรรับฟังและนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบเสมอเพื่อบริหารความเสี่ยงให้เหมาะสมกับการลงทุนของแต่ละบุคคล