เมื่อระบบการเงินเริ่มสั่นคลอน

🇺🇸 สหรัฐอเมริกา

ผู้ดำเนินการ: Federal Reserve

ช่วงสำคัญ: หลังวิกฤตการเงินโลกปี 2008 และช่วงโควิด-19

ลักษณะการทำ QE

• ซื้อ พันธบัตรรัฐบาล และ MBS (สินเชื่อที่อยู่อาศัย)

• โครงการหลัก: QE1, QE2, QE3 และ QE ช่วงโควิด

เป้าหมาย

• กู้เศรษฐกิจจากภาวะถดถอย

• พยุงตลาดการเงินและตลาดอสังหาฯ

ผลที่เห็น

• ดอกเบี้ยระยะยาวลดลง

• ตลาดหุ้นและอสังหาฯ ฟื้นแรง

• หนี้สาธารณะและงบดุล Fed ขยายตัวมาก

🇪🇺 ยุโรป (สหภาพยุโรป)

ผู้ดำเนินการ: European Central Bank

ลักษณะการทำ QE

• ซื้อ พันธบัตรรัฐบาลประเทศสมาชิก

• โครงการเด่น: Asset Purchase Programme (APP), Pandemic Emergency Purchase Programme (PEPP)

เป้าหมาย

• ป้องกันภาวะเงินฝืด

• ลดต้นทุนกู้ยืมของประเทศที่เศรษฐกิจอ่อนแอ (เช่น อิตาลี สเปน)

ความท้าทาย

• ต้องระวังความแตกต่างทางการคลังของแต่ละประเทศ

• เสี่ยงต่อข้อถกเถียงเรื่องวินัยการคลัง

🇨🇳 จีน

ผู้ดำเนินการ: People’s Bank of China

ลักษณะเฉพาะ

• ไม่ใช้ QE แบบพิมพ์เงินซื้อพันธบัตรขนาดใหญ่ เหมือนสหรัฐ/ยุโรป

• ใช้เครื่องมือทางอ้อม เช่น

• ลดอัตราส่วนเงินสำรองธนาคาร (RRR)

• ปล่อยกู้เฉพาะเป้าหมาย (Targeted Lending)

• ควบคุมสินเชื่อผ่านธนาคารรัฐ

เป้าหมาย

• พยุงการเติบโต

• คุมความเสี่ยงฟองสบู่และหนี้

จุดเด่น

• ควบคุมทิศทางเงินได้ตรงจุดมาก

• แต่ความโปร่งใสน้อยกว่าประเทศตะวันตก

สรุปภาพรวม

• สหรัฐฯ & ยุโรป: ใช้ QE แบบ “ตรงไปตรงมา” ซื้อสินทรัพย์ขนาดใหญ่

• จีน: ใช้แนวทาง “ควบคุมเป็นจุดๆ” มากกว่า QE เต็มรูปแบบ

• QE ช่วยกู้เศรษฐกิจได้ดีในวิกฤต แต่ระยะยาวต้องระวัง เงินเฟ้อ ฟองสบู่ และหนี้

ในอนาคต การถือเงินสดไว้เพียงอย่างเดียวก็เป็นความเสี่ยงมหาศาล

#ทองแท้ #ทอง #ซิลเวอร์ #วิเคราะห์ทองคํา #เงิน

1/17 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมนอกจากข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายการเงินและการทำ QE ของสามมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่กล่าวถึงในบทความนี้ ผมขอแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวจากการติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจที่สะท้อนให้เห็นว่าภาวะการพิมพ์เงิน หรือการทำ QE นั้นส่งผลกระทบต่อระบบการเงินและการลงทุนในวงกว้างอย่างไรบ้าง เมื่อชาติมหาอำนาจระดับโลก เช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรปหันมาใช้มาตรการ QE ในการพยุงเศรษฐกิจหลังเหตุการณ์วิกฤตใหญ่ เช่น วิกฤตการเงินปี 2008 และวิกฤตโควิด-19 เราเริ่มเห็นการขยายตัวของงบดุลธนาคารกลางอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ปริมาณเงินในระบบสูงขึ้นมาก การลงทุนในตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัวเร็ว แต่ขณะเดียวกันก็เกิดความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อและฟองสบู่สินทรัพย์ตามมา สิ่งที่ผมสังเกตเห็นคือ เมื่อเงินถูกพิมพ์เพิ่มขึ้นพร้อมกับการซื้อพันธบัตรรัฐบาลและ MBS ทำให้ดอกเบี้ยระยะยาวลดต่ำลงจนเกือบติดลบในบางช่วง สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำได้รับผลตอบแทนไม่มาก นักลงทุนจึงหันไปมองหาสินทรัพย์ปลอดภัยประเภทอื่น เช่น ทองคำและซิลเวอร์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อและความผันผวนของตลาดการเงิน ซึ่งสอดคล้องกับการติดแฮชแท็กในบทความที่เกี่ยวกับ #ทองแท้ #ทอง #ซิลเวอร์ ทางด้านจีน ใช้แนวทางการควบคุมที่แตกต่างจากการทำ QE แบบตรง ๆ เน้นการลดอัตราส่วนเงินสำรองธนาคารและปล่อยกู้แบบเฉพาะกลุ่มเป้าหมายเพื่อพยุงการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้จะมีความโปร่งใสน้อยกว่าตะวันตกแต่ก็ช่วยควบคุมความเสี่ยงของฟองสบู่และหนี้ไว้ได้บ้าง จากที่ติดตามมาก็เห็นว่าเครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้ธนาคารกลางจีนสามารถบริหารจัดการสภาพคล่องได้ดีในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจมีความผันผวน สิ่งที่ผมอยากเตือนคือ แม้ QE จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการกู้วิกฤตเศรษฐกิจ แต่ส่วนตัวคิดว่าการถือเงินสดไว้เพียงอย่างเดียวในอนาคตจะเสี่ยงมาก เพราะเงินอาจจะมูลค่าลดลงจากเงินเฟ้อและภาวะด้อยค่าของเงินตามที่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ MBS หรือสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่อาจส่งผลต่อค่าเงินในระยะยาว สุดท้าย การติดตามนโยบายการเงินของแต่ละประเทศอย่างละเอียดและการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์หลายประเภทจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงในยุคที่ระบบการเงินโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้