หน้าแรก

World

Geopolitics

เจิ้ง ลี่เหวิน’ ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวัน ให้คำมั่นปรองดอง ‘จีน’

‘เจิ้ง ลี่เหวิน’ ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวัน ให้คำมั่นปรองดอง ‘จีน’

By กรุงเทพธุรกิจ

0:00 / 0:00

สลับเสียงอ่าน

TH

EN

CN

Geopolitics

08 เม.ย. 2026 เวลา 15:00 น.

"เจิ้ง ลี่เหวิน" ผู้นำพรรคฝ่ายค้านไต้หวัน เดินทางเยือนจีน ไปเคารพสุสาน "ซุน ยัตเซ็น" ผู้ก่อตั้งพรรค พร้อมให้คำมั่นปรองดอง ‘จีน’

เจิ้ง ลี่เหวิน ผู้นำพรรคฝ่ายค้านไต้หวัน ให้คำมั่นในวันพุธ (8 เม.ย.) จะสืบทอดเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งพรรคซุน ยัตเซ็น และจะมุ่งแสวงหาการปรองดองกับจีน ทั้งยังกล่าวชื่นชมความสำเร็จของประเทศ(จีน) ที่สุสานของเขา หลังการปฏิวัติคอมมิวนิสต์

เจิ้ง หัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน เดินทางเยือนจีนเมื่อวันอังคาร (7 เม.ย.) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แรงกดดันทางทหารของจีนต่อไต้หวันเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปักกิ่งมองว่าไต้หวันเป็นดินแดนของตนเอง และเกิดขึ้นขณะที่รัฐสภาที่พรรคฝ่ายค้านครองเสียงข้างมากขัดขวางแผนการของรัฐบาลไต้หวันในการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม 4 หมื่นล้านดอลลาร์

ในช่วงเวลาของการเยือนที่เต็มไปด้วยนัยเชิงสัญลักษณ์ เจิ้งได้ไปวางพวงมาลาที่สุสานของซุนในหนานจิง เมืองทางตะวันออกของจีน และเป็นเมืองหลวงของรัฐบาลสาธารณรัฐจีนที่นำโดยพรรคก๊กมินตั๋ง ก่อนที่จะถอยร่นไปยังไต้หวันในปี 1949 เพราะพ่ายแพ้สงครามกลางเมืองต่อฝ่ายคอมมิวนิสต์ของเหมา เจ๋อตง

“คุณค่าหลักของอุดมคติซุนยัตเซ็นที่ว่า ‘ทุกคนบนโลกล้วนเท่าเทียมกัน’ นั้น คือความเสมอภาค การยอมรับความแตกต่าง และความสามัคคี” เฉิงกล่าวในคลิปวิดีโอที่ถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ไต้หวัน

“เราควรทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมการปรองดองและความสามัคคีในช่องแคบ(ไต้หวัน) และสร้างความเจริญรุ่งเรืองและสันติภาพในภูมิภาค”

‘เจิ้ง ลี่เหวิน’ ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวัน ให้คำมั่นปรองดอง ‘จีน’

เจิ้ง ลี่เหวิน กล่าวสุนทรพจน์หน้ารูปภาพของซุน ยัตเซ็น ในไทเป เมื่อวันที่ 30 มี.ค.

ทั้งนี้ ซุน ผู้โค่นราชวงศ์สุดท้ายและผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐจีนในปี 1912 เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในปี 1925

ซุนยังคงได้รับการยกย่องอย่างเป็นทางการในไต้หวันในฐานะผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐจีน และในจีน พรรคคอมมิวนิสต์ก็ยกย่องเขาในฐานะวีรบุรุษแห่งชาติจีน และเหมา เจ๋อตงประกาศให้เขาเป็น “ผู้บุกเบิกการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่” ด้วย

ในการเยือนจีน เจิ้งกล่าวว่า ท้ายที่สุดพรรค KMT ได้สานต่ออุดมการณ์ของซุนและทำให้ไต้หวันกลายเป็นสังคมเสรีและประชาธิปไตย เธอยังได้กล่าวถึง “ยุคความหวาดกลัวสีขาว” ซึ่งเป็นช่วงที่เกาะอยู่ภายใต้การประกาศใช้กฎอัยการศึกของพรรคก๊กมินตั๋งยาวนาน 38 ปี จนถึงปี 1987

“เราก็ได้เห็นและเป็นพยานได้ถึงความก้าวหน้าและการพัฒนาที่เกินความคาดหมายและจินตนาการของทุกคน เช่นเดียวกับแผ่นดินใหญ่” เธอกล่าวเสริมถึงไต้หวัน

ขณะที่ไต้หวันเป็นเกาะประชาธิปไตยแบบหลายพรรค แต่พรรคคอมมิวนิสต์ของจีนยังไม่ยอมรับการคัดค้านต่ออำนาจการปกครองของตนเอง

4/8 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ของฉันในการติดตามสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างไต้หวันและจีน พบว่าการที่เจิ้ง ลี่เหวิน ผู้นำฝ่ายค้านพรรคก๊กมินตั๋งเดินทางเยือนจีนและวางพวงมาลาที่สุสานซุน ยัตเซ็นนั้น ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญในการปรองดองและเปิดโอกาสให้เกิดการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน ซุน ยัตเซ็น ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐจีน ถือเป็นบุคคลที่ทั้งจีนและไต้หวันต่างให้ความเคารพ เนื่องจากเป็นผู้วางรากฐานแห่งความเปลี่ยนแปลงและปฏิวัติในอดีต การที่เจิ้งได้แสดงความเคารพและยืนยันที่จะสืบทอดอุดมการณ์ของซุน สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ แต่ยังสะท้อนถึงเจตจำนงของพรรคก๊กมินตั๋งในการแสวงหาความสามัคคีและการสร้างสันติภาพในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างจีนและไต้หวันยังคงมีความซับซ้อน โดยเฉพาะเมื่อจีนยังคงถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนของตนเอง และไต้หวันยังคงพยายามยืนหยัดรักษาระบอบประชาธิปไตยที่มีอยู่ การที่พรรค KMT ซึ่งเป็นฝ่ายค้านในไต้หวัน ตอกย้ำถึงความสำเร็จของจีนหลังปฏิวัติคอมมิวนิสต์ และยอมรับคุณค่าของอุดมการณ์ซุนยัตเซ็น ก็สามารถเป็นแรงกระตุ้นที่ช่วยลดความขัดแย้งนี้ได้ในระดับหนึ่ง ในมุมมองส่วนตัว การเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจช่วยให้เกิดบทสนทนาที่สร้างสรรค์ระหว่างไต้หวันและจีน เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางทหารและส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในอนาคต นอกจากนี้ การเรียกร้องของเจิ้งเรื่องการยอมรับความแตกต่างและส่งเสริมความสามัคคียังช่วยให้ผู้คนทั้งสองฝั่งมีความหวังในความเป็นไปได้ของสันติภาพและการร่วมมือ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงอยู่เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่ยอมรับสิทธิ์ในการคัดค้านอำนาจปกครองของตนเอง ทั้งนี้ ผู้ที่ติดตามข่าวสารควรเฝ้าดูความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อเข้าใจภาพรวมที่ลึกซึ้งมากขึ้น และประเมินว่าความพยายามปรองดองในครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงหรือไม่