ขนมบัวลอยสีสวย
ช่วงที่ทำ “ขนมบัวลอย” เองที่บ้าน สิ่งที่ทำให้ต่างจากซื้อมากๆ คือเราคุม “ความหนึบ” และ “สีสวย” ได้ตามใจเลยค่ะ แถมทำทีเดียวสามารถแยกบางส่วนไปทำ “บัวลอยแห้ง” เก็บไว้ได้ด้วย เผื่อวันไหนอยากกินแบบเร็วๆ เคล็ดลับแป้งบัวลอยให้นุ่มหนึบ (ไม่แข็ง ไม่เละ) - เลือกแป้ง: ส่วนตัวใช้แป้งข้าวเหนียวเป็นหลัก ถ้าอยากให้เนื้อเด้งขึ้นนิดหน่อย สามารถผสมแป้งมันเล็กน้อย (นิดเดียวพอ) จะช่วยให้หนึบและปั้นง่าย - น้ำที่ใช้ผสมแป้ง: ค่อยๆ เติมทีละนิด อย่าเทรวดเดียว เพราะแป้งแต่ละยี่ห้อดูดน้ำไม่เท่ากัน จุดที่กำลังดีคือปั้นแล้วไม่ติดมือ และกดแล้วไม่แตกเป็นรอยร้าว - นวดให้เนียน: นวดจนเนื้อแป้งเนียนจริงๆ เวลาต้มจะไม่เป็นเม็ดขรุขระ และสีจะออกมาสม่ำเสมอ ทำบัวลอยสีสวยแบบปลอดภัย (สีธรรมชาติที่เวิร์ก) - เขียว: ใบเตยคั้นน้ำ หรือใช้น้ำใบเตยเข้มๆ จะหอมมาก - ม่วง: มันม่วงนึ่งบดผสมในแป้ง (ได้สีและกลิ่นอ่อนๆ) - เหลือง/ส้ม: ฟักทองนึ่งบด หรือแครอทนึ่งบด (แนะนำซับน้ำก่อนผสม จะได้ไม่แฉะ) - ชมพู: บีตรูต (ใช้แต่น้ำคั้นทีละน้อย สีจะชัด) ทริคคือถ้าใช้ “เนื้อผัก/ผลไม้บด” ให้ลดปริมาณน้ำลง เพราะความชื้นสูงทำให้แป้งเละได้ง่าย วิธีต้มบัวลอยให้สุกพอดี ไม่เละในหม้อ 1) ต้มน้ำให้เดือดจัดก่อนค่อยลงบัวลอย 2) พอบัวลอยลอยขึ้นมา รออีกประมาณ 30–60 วินาที (ขึ้นกับขนาดเม็ด) แล้วตักขึ้นแช่น้ำเย็นทันที เพื่อให้ผิวเซ็ตตัวและไม่สุกต่อจนเละ 3) ถ้าจะใส่น้ำกะทิ ให้นำบัวลอยที่สะเด็ดน้ำแล้วค่อยลงหม้อกะทิ “อุ่นๆ” ไม่ควรเดือดพล่าน เพราะจะทำให้แป้งบานและแตกง่าย ไอเดีย “บัวลอยแห้ง” ทำยังไง เก็บได้นานแค่ไหน - หลังปั้นเสร็จ ให้วางเรียงบนถาด โรยแป้งข้าวเหนียวบางๆ กันติดกัน - แช่ช่องแข็งให้แข็งตัวก่อน 1–2 ชั่วโมง แล้วค่อยเทใส่ถุง/กล่อง (ช่วยไม่ให้ติดเป็นก้อน) - เวลาอยากกิน ต้มน้ำให้เดือดแล้วต้มจากแช่แข็งได้เลย ไม่ต้องละลาย รอจนลอยและสุกตามขั้นตอนด้านบน โดยทั่วไปเก็บในช่องแข็งได้ประมาณ 1–2 เดือน รสชาติยังโอเคมาก เหมาะกับสายอยากกินบัวลอยบ่อยๆ แต่ไม่อยากปั้นทุกครั้ง ถ้าใครตั้งใจทำบัวลอยสีสวยๆ ลองเริ่มจากสี 2–3 สีที่ชอบก่อน จะคุมความชื้นง่ายกว่า แล้วค่อยเพิ่มสี/เพิ่มไส้ทีหลัง รับรองสนุกและออกมาน่ากินสุดๆ










