Automatically translated.View original post

Silence is a love killer? More dangerous than I thought!

Everyone knows that quarreling is bad, but you know that "silence" may be more dangerous than snapping at each other? 💔

Have you ever quarreled and the other person chooses to be quiet, not to talk, not to answer, not to care, leaving us alone with thoughts and guilt? This is Silent Treatment, a silent relationship killer, but it severely impairs your mental health and feelings, making you feel worthless, lonely, and unwanted.

Silence does not solve the problem, but it builds walls and makes relationships increasingly difficult to repair. It's time we stopped this behavior and learned how to communicate the right way!

If you are meeting or someone who likes to use silence to solve problems, check out the trick we recommend in this clip for a better relationship! Who has experienced this? Comment on your experience or tag friends / girlfriends who should know this now! 👇

# Arguing with boyfriend # Love yourself # Good relationship # Develop yourself # Boyfriend doesn't care

1/20 Edited to

... Read moreSilent Treatment คืออะไร? สำหรับเรา “Silent Treatment” ไม่ใช่แค่การขอเวลาสงบสติอารมณ์ แต่คือการ “เพิกเฉย” แบบตั้งใจ—ไม่ตอบข้อความ ไม่คุย ไม่มองหน้า ทำเหมือนไม่มีเราอยู่ เพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกผิด ยอมแพ้ หรือถูกควบคุมในความสัมพันธ์ ต่างจาก “ขอพัก” ที่ยังสื่อสารชัดเจนว่าอยากเว้นระยะและจะกลับมาคุยเมื่อพร้อม ทำไมความเงียบถึงอันตรายกว่าที่คิด สิ่งที่เจ็บคือความไม่แน่นอน เราจะเริ่มถามตัวเองว่าเราผิดอะไร เราไม่สำคัญเหรอ หรือเขาจะทิ้งไปเลยไหม บางคนถึงขั้นนอนไม่หลับ กังวลวน ๆ และรู้สึกไร้ค่า ความเงียบเลยกลายเป็นกำแพง ทำให้ปัญหาจริงไม่ถูกแก้ แถมทิ้ง “รอยร้าว” ไว้เรื่อย ๆ สัญญาณว่าเข้าข่าย Silent Treatment - เงียบแบบไม่บอกเหตุผลและไม่กำหนดเวลาว่าจะคุยเมื่อไร - เมินเฉยต่อคำถาม/ความพยายามคุย ทั้งที่เห็นและรับรู้ - ใช้ความเงียบเป็นการลงโทษ เช่น “อยากทำอะไรก็ทำไป” แล้วหายไปเลย - เกิดซ้ำ ๆ ทุกครั้งที่มีปัญหา จนเราเป็นฝ่ายต้องง้อหรือยอมตลอด 3 สิ่งที่ควรทำเมื่อเจอ Silent Treatment (จากประสบการณ์ที่ลองแล้วเวิร์ก) 1) ดึงสติก่อน อย่าทะลำตามอารมณ์ ถ้าเราไล่ตามถามรัว ๆ มักทำให้เขายิ่งปิด และเราเองยิ่งเจ็บ ลองหยุดหายใจลึก ๆ แล้วเช็กตัวเองว่า “ตอนนี้ต้องการความชัดเจนอะไร” 2) ตั้งขอบเขตและสื่อสารให้ชัด (สั้น ๆ แต่หนักแน่น) ประโยคที่เราใช้บ่อยคือ “เราโอเคที่จะพัก แต่ไม่โอเคกับการเงียบไม่บอกอะไรเลย ถ้าพร้อมคุย ช่วยบอกเวลาที่จะกลับมาคุยกันได้ไหม” การตั้งขอบเขตทำให้ความสัมพันธ์ไม่ถูกควบคุมด้วยความเงียบ 3) ให้เวลาแบบมีกรอบเวลา ตกลงกันว่า “พัก 1-2 ชั่วโมง/คืนนี้ แล้วพรุ่งนี้คุย” ถ้าอีกฝ่ายยังไม่พร้อม ให้กำหนดรอบใหม่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เราต้องอยู่กับความค้างคาแบบไร้จุดจบ ถ้ายังเงียบต่อเนื่อง ควรทำยังไง? ถ้าคุยดี ๆ แล้วอีกฝ่ายยังใช้การเพิกเฉยซ้ำ ๆ และทำให้สุขภาพจิตเราแย่ลง ลองชวนคุยตอนอารมณ์นิ่ง ๆ ว่ามันกระทบเราอย่างไร และเสนอวิธีทะเลาะอย่างปลอดภัย เช่น หยุดพักได้แต่ต้องบอกเวลา/ห้ามหายไปทั้งวันโดยไม่สื่อสาร หากไม่เปลี่ยนเลย อาจต้องพิจารณาว่าความสัมพันธ์นี้เคารพกันพอไหม หรือควรขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ สุดท้าย ความเงียบไม่ควรเป็นอาวุธในความรัก ถ้าเรารักกันจริง ๆ การสื่อสารตรง ๆ และให้เกียรติกัน คือทางออกที่ทำให้กลับมาใกล้กันได้มากกว่าเดิม