Machine Learning (ML) กับ Deep Learning (DL)

Machine Learning (ML) กับ Deep Learning (DL) มันต่างกันยังไง? 🧐

🧠 Machine Learning (ML)

คือ "การเรียนรู้แบบที่เราต้องคอยไกด์"

- Inputs: เราป้อนข้อมูลดิบ (วงกลมสีฟ้า) เข้าไป

- Feature Extraction (สกัดคุณสมบัติ): นี่คือจุดสำคัญ! "คน" (เราเอง)

ต้องมาช่วยคิดและเลือกว่า "คุณสมบัติ" อะไรที่สำคัญในข้อมูลนั้นๆ

เหมือนเราสอนเด็กว่า "ให้ดูตรงนี้สิ... ให้สังเกตตรงนี้นะ"

- Learning: จากนั้นเครื่องจะ "เรียนรู้" จากคุณสมบัติที่เราเลือกป้อนให้

- Outputs: แล้วก็ให้ "ผลลัพธ์" ออกมา

สรุป ML: คนช่วยเลือก "สิ่งที่ควรรู้" -> เครื่องเรียนรู้จากสิ่งนั้น

🚀 Deep Learning (DL) - (ภาพล่าง)

คือ "การเรียนรู้แบบคิดเอง" (เป็นส่วนหนึ่งของ ML ที่เก่งขึ้น)

- Inputs: เราป้อนข้อมูลดิบ (วงกลมสีฟ้า) เข้าไปเหมือนเดิม

- Feature Extraction + Learning: จุดต่างอยู่ตรงนี้! เราไม่ต้องมานั่งบอกแล้วว่าอะไรสำคัญ เครื่องจะ "เรียนรู้และสกัดคุณสมบัติ" ที่สำคัญด้วยตัวมันเองทั้งหมด ผ่าน "โครงข่ายประสาทเทียม" ที่ซับซ้อนกว่า

- Outputs: แล้วก็ให้ "ผลลัพธ์" ออกมา

สรุป DL: เราป้อนข้อมูลดิบ -> เครื่องคิดและเรียนรู้เองทั้งหมด

** สรุป:

- ML: เราต้องป้อน "ความรู้/คุณสมบัติ" (Feature) ที่สำคัญให้เครื่องก่อน

- DL: เครื่อง "ค้นพบความรู้/คุณสมบัติ" นั้นได้ด้วยตัวเองเลย

Deep Learning มักจะเก่งกับงานที่ซับซ้อนมากๆ เช่น การแยกแยะใบหน้าในรูป, การเข้าใจภาษา หรือการขับรถอัตโนมัติ เพราะสามารถค้นหา "คุณสมบัติ" ที่ซับซ้อนมากๆ ได้เอง โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปไกด์!

#MachineLearning #DeepLearning #AI #DataScience #เทคโนโลยี

2025/11/3 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมถ้าเพิ่งเริ่มอ่านเรื่องการเรียนรู้เชิงลึก (deep learning) แล้วเจอคำว่า ML/DL เต็มไปหมด เราว่าจุดที่ทำให้เข้าใจเร็วที่สุดคือ “ใครเป็นคนสกัดคุณสมบัติ (Feature Extraction)” เพราะในชีวิตจริงนี่แหละคือเส้นแบ่งหลักของสองคำนี้ จากที่ลองอธิบายแบบบ้านๆ: Machine Learning (ML) เหมือนเราเป็นคนช่วยชี้ทางก่อน เช่น ถ้าอยากให้เครื่องแยก “สแปม/ไม่สแปม” เราอาจต้องคิดว่าอะไรน่าจะสำคัญ เช่น จำนวนลิงก์ คำต้องห้าม ความยาวอีเมล ฯลฯ แล้วค่อยให้โมเดลเรียนรู้จากคุณสมบัติที่เราเตรียมไว้ ผลคือ ML มักจะทำงานได้ดีในปัญหาที่ข้อมูลมีโครงสร้างชัด (ตารางตัวเลข) และเราพอรู้ว่าจะ “หยิบอะไร” มาช่วยโมเดล แต่ Deep Learning (DL) จะต่างตรงที่มันรวมขั้น “Feature Extraction + Learning” เข้าด้วยกันเลย เราป้อนข้อมูลดิบเข้าไป (รูป เสียง ข้อความ) แล้วโครงข่ายประสาทเทียมจะค่อยๆ เรียนรู้รูปแบบ/คุณสมบัติที่สำคัญด้วยตัวเอง ตั้งแต่ลักษณะง่ายๆ ไปจนถึงซับซ้อน เช่น ในรูปภาพ ชั้นแรกอาจจับ “ขอบ/เส้น” ชั้นถัดไปจับ “รูปทรง” และท้ายๆ อาจจำแนกเป็น “ใบหน้า/วัตถุ” ได้ นี่เป็นเหตุผลที่ DL เด่นมากกับงานภาพและภาษา แล้วควรเลือกใช้อะไร? จากประสบการณ์เวลาอ่านงานตัวอย่าง/ทำโปรเจกต์เล็กๆ เรามักดู 4 อย่างนี้ก่อน 1) ประเภทข้อมูล: ถ้าเป็นข้อมูลตาราง (เช่น ยอดขาย คุณลักษณะลูกค้า) ML คลาสสิกอาจคุ้มและง่ายกว่า แต่ถ้าเป็นรูป/เสียง/ข้อความ DL จะได้เปรียบ 2) ปริมาณข้อมูล: DL มัก “หิวข้อมูล” ถ้าข้อมูลน้อย ML อาจเสถียรกว่า (หรือใช้วิธี transfer learning ช่วย) 3) ทรัพยากรเครื่อง: DL ต้องใช้พลังประมวลผลมากกว่า โดยเฉพาะตอนเทรน (GPU ช่วยได้เยอะ) 4) ความอธิบายได้: ML หลายแบบอธิบายเหตุผลได้ง่ายกว่า (เช่น ดูน้ำหนักของฟีเจอร์) ส่วน DL บางทีแม่นแต่เป็นกล่องดำมากขึ้น ถ้าคุณค้นหาคำว่า “dl kmutnb” แล้วกำลังเรียน/ทำรายงานเกี่ยวกับ DL แนะนำให้จำประโยคเดียวไว้ก่อน: DL คือส่วนหนึ่งของ ML ที่ใช้โครงข่ายประสาทเทียมหลายชั้นเพื่อให้เครื่อง “สกัดคุณสมบัติเอง” จากข้อมูลดิบ แล้วค่อยลงรายละเอียดเรื่องชั้น (layers), การเทรน, และตัวอย่างงานจริงต่อไป จะต่อยอดได้ไวมาก