รีวิวหนังสือ แฟรนนี่แอนด์ซูอี้

ซูบอี้นี่ก็พูดไปเรื่อยอยู่เหมือนกันนะ ไปเรื่อยจนผมแทบจะไม่เข้าใจว่าคนเขียนจะสื่ออะไร

Franny and Zooey | แฟรนนี่แอนด์ซูอี้

7 คะแนน หรือ ★ ★ ★ ☆

เรื่องรางของ “แฟรนนี่” และ “ซูอี้” สองพี่น้องคนสุดท้องของครอบครัวกลาซที่พูดคุยกันถึงชีวิตและเรื่องต่าง ๆ มากมายจนผู้อ่านยากที่จะจับใจความได้ว่าผู้เขียนต้องการจะสื่ออะไร ถ้าอยากรู้เรื่องราวของทั้งสองมากกว่านี้ ก็คงต้องไปลองอ่านกันเองแล้วแหละครับ

พล็อต/เนื้อเรื่องกลาง ๆ สนุกอยู่ประมาณนึง มันไม่ใช่ความสนุกที่มาจากความลุ้น ตื่นเต้นอะไรนะ แต่มันมาจากความปั่นของคำพูดของตัวละคร

การดำเนินเรื่องบอกยากว่ารวดเร็วหรือช้าเพราะส่วนมากมันเป็นบทสนทนาสะมากกว่า เนื้อเรื่องมีความน่าติดตามประมาณนึง ถึงแม้จะน่าเบื่อบ้างแต่ก็อยากอ่านให้จบ อยากรู้ว่าตัวละครจะคุยเรื่องอะไรบ้าง และอยากรู้ว่าผู้เขียนจะสื่ออะไรออกมา

การดำเนินเรื่องจะเป็นการเล่าถึงสองตัวละครโดยเริ่มจากเฟรนนี่ที่กำลังพูดคุยกับ “เลน” แฟนหนุ่มของเธอถึงเรื่องกวี ปรัชญา ศาสนา ฯลฯ ที่มีแค่ 64 หน้า

พอบทของเฟนรนี่จบก็ต่อด้วยซูอี้จนจบเล่ม ซึ่งจะเล่าถึงการพูดคุยของซูอี้โดยเริ่มจากคุยกับแม่ถึงเฟรนนี่และพี่ชายที่หมกมุ่นอยู่กับหนังสือที่เกี่ยวกับผู้แสวงบุญของศาสนาคริสต์ ต่อมาก็จะเป็นการพูดคุยกับเฟรนนี่ผ่านทางโทรศัพท์ถึงเรื่องการงาน การเรียนของเฟรนนี่ และอื่นอีกมากมายที่มันเป็นการบ่นมากกว่า ฟีลพี่บ่นน้องประมาณนี้ ประเด็นที่พูดคุยกันจะโดนไม่โดนใจก็แล้วแต่คนอ่าน สำหรับผมไม่โดนเท่าไหร่

เรื่องที่ทั้งสองพูดคุยมันน่าสนใจดีนะ อ่านเพลินเลยแหละ แต่มันดูฟุ้ง ๆ ดูเรื่อยเปี่อยไปหน่อย เหมือนตัวละครพูดไปเรื่อยอ่า ด้วยความที่อ่านเพลินแล้วไปเรื่อยอาจทำให้คนอ่านมองข้ามสิ่งที่คนเขียนอยากจะสื่ออกมาผ่านตัวละครก็ได้

โดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดีค่อนไปทางกลาง ๆ ก่อนอ่านคิดว่าจะอ่านยากกว่านี้นะ แต่การแปลดีมันดูทันสมัยทำให้หนังสือไม่ดูเก่าเกินไปก็เลยอ่านไม่ยากเท่าไหร่ หนังสือเป็นเล่มบาง ๆ สั้น ๆ แต่ก็อ่านแบบรวดเร็วไม่ได้นะ อย่างที่บอกไปก่อนหน้าว่ามันฟุ้งก็เลยต้องค่อย ๆ อ่าน ค่อย ๆ ซึมซับกับสิ่งที่ตัวละครพูด ค่อย ๆ ทำความเข้าใจกับสิ่งที่คนเขียนอยากจะสื่อ

ผู้เขียน : เจ. ดี. ซาลินเจอร์ (J. D. Salinger)

ผู้แปล : ภาณุ บุรุษรัตนพันธุ์

ผู้วาดภาพปก : Mongol Navy

สำนักพิมพ์ : Beat

หมวด : วรรณกรรมแปล

#หนังสือน่าอ่าน #นิยายชีวิต #แฟรนนี่แอนด์ซูอี้ #frannyandzooey #jdsalinger

2025/8/19 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลายคนที่เสิร์ชหา “สำนักพิมพ์ Beat” อาจกำลังเลือกซื้อหนังสือหรืออยากรู้โทนงานของสำนักพิมพ์นี้อยู่เหมือนกัน เลยขอเสริมจากประสบการณ์ส่วนตัวหลังอ่าน Franny and Zooey (แฟรนนี่แอนด์ซูอี้) ฉบับ Beat เผื่อช่วยตัดสินใจได้ง่ายขึ้น 1) ทำไมฉบับ “สำนักพิมพ์ Beat” ถึงน่าสนใจ อย่างแรกที่รู้สึกได้เลยคือ “เล่มทำสวย” ปกที่ออกแบบโดย Mongol Navy โทนอบอุ่น ลายเส้นเรียบ ๆ วางบนชั้นแล้วดูเด่น เป็นหนังสือที่หยิบจับแล้วรู้สึกอยากอ่านต่อแม้เนื้อหาจะค่อนข้างเป็นบทสนทนาหนัก ๆ พอสมควร อีกอย่างคือรายละเอียดเล่มชัดเจน (หมวดวรรณกรรมแปล) ทำให้คนที่ตามงานแปลอ่านง่ายขึ้น 2) งานแปลอ่านง่ายแค่ไหน (สำหรับคนที่กลัวอ่านยาก) สำหรับเล่มนี้ จุดที่ช่วยมากคือภาษาแปลค่อนข้าง “ทันสมัย” ทำให้ความเก่า/คลาสสิกของต้นฉบับไม่กลายเป็นกำแพงเกินไป แต่สิ่งที่ยังคงอยู่คือสไตล์ของ Salinger ที่ให้ตัวละครคุยกันยาว ๆ แบบวกไปวนมา ถ้าอ่านเร็วจะหลุดประเด็นง่าย ฉะนั้นวิธีที่เวิร์กกับผมคืออ่านช้าลงนิดนึง และยอมรับก่อนว่าเล่มนี้ไม่ได้ขายพล็อตแบบลุ้นระทึก แต่ขาย “น้ำเสียงและความคิด” ของตัวละคร 3) เหมาะกับใคร และไม่เหมาะกับใคร ถ้าคุณชอบนิยายที่เน้นแอ็กชัน/ปมเข้ม ๆ อาจรู้สึกว่าเล่มนี้เรื่อยไป แต่ถ้าชอบงานที่คุยเรื่องชีวิต ศาสนา ปรัชญา ความสับสนของวัยเรียน/วัยเริ่มทำงาน เล่มนี้มีจุดให้หยุดคิดเยอะ โดยเฉพาะช่วงที่เป็นบทสนทนาครอบครัวและการคุยโทรศัพท์ที่เหมือน “พี่บ่นน้อง” นั่นแหละ 4) ทริคอ่านให้จับประเด็นได้ (โดยไม่ฝืนตัวเอง) - แบ่งอ่านเป็นช่วงสั้น ๆ เพราะบทสนทนาติดกันยาวอาจทำให้มึน - ขีดเส้น/จดคำที่สะดุดใจ (เกี่ยวกับศาสนา งาน การเรียน ความคาดหวัง) แล้วค่อยย้อนกลับมาดูว่าเรื่องกำลังพาเราไปทางไหน - อ่านแบบไม่ต้องรีบ “เข้าใจทั้งหมด” ตั้งแต่รอบแรก เพราะบางประโยคมันเหมือนตั้งใจให้ฟุ้ง ๆ เพื่อสะท้อนอารมณ์ตัวละคร 5) เรื่องราคา/การหาซื้อ ผมเคยเห็นเล่มนี้ราคา 289 บาท (ตามข้อมูลหลังปก) โดยรวมถือว่าอยู่ในเรตราคาไม่แรงสำหรับวรรณกรรมแปลเล่มบาง ถ้าใครอยากลองงานของสำนักพิมพ์ Beat แบบไม่เสี่ยงมาก เล่มนี้เป็นตัวเริ่มที่โอเค เพราะจำนวนหน้าไม่เยอะ แต่ความหนาแน่นของ “บทสนทนา” ทำให้ใช้เวลาอ่านพอ ๆ กับเล่มหนาก็ได้เหมือนกัน สรุปคือ ถ้าคุณเสิร์ช “สำนักพิมพ์ Beat” แล้วเจอเล่มนี้พอดี ผมว่าเหมาะกับคนที่อยากลองงานวรรณกรรมแปลที่อ่านเพลินจากเสียงตัวละคร เน้นอารมณ์และความคิด มากกว่าพล็อตชัด ๆ และถ้าอ่านแบบค่อย ๆ ซึมซับ จะได้รสของหนังสือมากขึ้นครับ