Automatically translated.View original post

Includes Hankang works.

If you talk about Hankang, I would like to make her an Asian literary writer of the age. With all the works she has written, I can be amazed at every volume, whether it's about the content that has intensely shared past-to-present atrocities, deep language expressions, unique storylines or storytelling methods, good and clear reflection of many things through stories, especially the dark side of man and man together. No wonder why she won the Nobel Prize in Literature.

The story of the three volumes may be difficult to read in depressing terms, but of course, the unique way of telling is confusing. I can't tell you very well. I have to try it, but it doesn't make me want to paste it. It can be read to the end in a very fast and addictive time.

I recommend that everyone read it. "The Vetarian" is a book that people who already read fiction or literature should read once in their lives. With the story and what she wants to reflect, I think it's done. If you read it, you'll like it later.

# Hankang # hankang # The Wetterian # Manu made # Mimi from farewell

4/19 Edited to

... Read moreในฐานะนักอ่านที่ชื่นชอบงานเขียนของฮันกัง ผมพบว่าแต่ละเล่มของเธอไม่เพียงแค่บอกเล่าเรื่องราว แต่ยังสะท้อนความเจ็บปวดทางประวัติศาสตร์และจิตใจมนุษย์ได้อย่างถึงแก่นจริงๆ "เดอะเวเจอเทเรียน" เล่มโปรดของผม เล่าเรื่องผ่านตัวละคร "ย็องฮเย" ผู้เปลี่ยนวิถีชีวิตด้วยการงดกินเนื้อสัตว์ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่สะท้อนความขัดแย้งและการต่อสู้ภายในจิตใจของเธอ เรื่องเล่านี้เต็มไปด้วยบรรยากาศความมืดมนและลึกซึ้ง ทำให้ผมคิดถึงประเด็นความเป็นเจ้าของร่างกายและอำนาจในความสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นอย่างมาก ส่วน "มนุษยทํา" ถ่ายทอดเหตุการณ์การลุกฮือที่ควังจูในปี 1980 ผ่านสายตาของผู้คนหลากหลายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ "ดงโฮ" เด็กชายผู้ถูกฆ่าตายในเหตุการณ์นั้น ซึ่งทำให้ผู้อ่านได้เห็นความโหดร้ายของสงครามและการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ความหนักหน่วงของเนื้อเรื่องยิ่งทำให้ผมเข้าใจและซาบซึ้งถึงความหมายของคำว่า "มนุษยธรรม" ในบริบทที่ลึกซึ้งจริงๆ อีกเล่ม "มิพรากจากมิอำลา" เป็นการเล่าเรื่องผ่านสองเพื่อนสนิท "คย็องฮา" และ "อินชอน" ที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์สังหารหมู่ที่เกาะเชจู ซึ่งให้ความรู้สึกเศร้าโศกและหนักอึ้งในใจไม่น้อย เมื่อได้อ่านผลงานนี้ ผมรู้สึกถึงพลังของวรรณกรรมที่ไม่เพียงแค่บันเทิง แต่ยังเป็นเหมือนหน้าต่างที่เปิดให้เราได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์และความรู้สึกของผู้ที่เคยผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นจริง ๆ งานเขียนของฮันกังในภาพรวมจึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้อ่านทุกคน เพราะต้องใช้ความตั้งใจและเปิดใจรับความเจ็บปวดที่เธอถ่ายทอดผ่านตัวอักษร แต่เมื่ออ่านจนจบ ผมเชื่อว่าผู้อ่านจะได้รับทั้งความรู้สึกสะเทือนใจและความเข้าใจลึกซึ้งในเรื่องราวที่ถูกเล่าผ่านมุมมองที่ไม่เหมือนใครของเธอ สำหรับใครที่อยากเริ่มต้น ผมแนะนำให้ลองอ่าน "เดอะเวเจอเทเรียน" ก่อน แล้วค่อยตามด้วยสองเล่มที่เหลือ เพื่อให้ได้เข้าใจภาพรวมและมิติของงานเขียนที่ครอบคลุมทุกแง่มุมที่ฮันกังต้องการสื่อสารจริงๆ