自動翻訳されています。元の投稿を表示する

あなたの子供を叱るべきではない5つの瞬間❌あなたが思っている以上にあなたの心に影響を与えます。

多くの場合、私たちはあなたに怒ったり怒鳴ったりするかもしれませんが、私たちが言う「瞬間」は特にあなたの心に影響を与えるので🥺Deerはあなたの両親を招待して、隠された理由であなたのために叱られるべきではない5つの瞬間を見せたいと思いました。👇

1️⃣。就寝時間。😴

就寝前に起こる気分のために、子供は夢を見続け、その結果、睡眠は明るくありません。

💡、それを抱擁や暖かい言葉に変えることはあなたがよく眠るのを助けるでしょう。

2️⃣目が覚めたら☀️

一日を叱られたり叫ばれたりして始めると、彼は朝早く落胆するでしょう。

💡笑顔や文章で一日を始めることは、あなたの心の強さを与え、あなたの子供を明るくし、学ぶ準備ができています。

3️⃣食べるとき🍽️

食事の間に叱ることは、子供が「食べること」を「ストレス」と関連付け、将来的に食べたくなくなる可能性があります。

💡楽しいストーリーテリングの方法を試してみるか、代わりにダイニングテーブルで静かに話してください。

4️⃣学校に行く前に。🎒

家を出る前に叱られた場合、子供は一日中悲しみや不安を抱えます。

💡、「ママはあなたを信じている」とか「ママはあなたができると信じている」というだけで、彼を安心させることができました。

5️⃣放課後、💕

これはあなたの子供があなたの両親から最も抱擁、笑顔、そして賛辞を切望する瞬間です。すぐに叱られると、「私の母は歓迎されていない」と感じるでしょう。

💡、まず抱きしめて、後で教えたいことを話してください。

---

❤️子育ては決して叱ることを禁止するものではなく、「いつ、どのように話すかを選ぶ」ことです。

重要な瞬間に、荒々しい声から笑顔と優しい言葉に変えてみてください。

/เทศบาลนครเชียงใหม่そして、よりオープンで信頼できることがわかります。🌱✨

#愛を込めて🩷

#ママライフ #子育てのヒント #ポジティブな子どもを育てる #母子バイリンガル

2025/8/27 に編集しました

... もっと見るหลายบ้านมีโมเมนต์ “โดนบ่น” แบบไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะตอนเร่ง ๆ แล้วลูกทำช้า หรือทำผิดซ้ำ ๆ เราเคยเป็นเหมือนกันค่ะ พอมองย้อนกลับไป สิ่งที่กระทบพัฒนาการทางด้านอารมณ์และจิตใจของลูกไม่ใช่แค่ “โดนดุ” แต่คือโดนดุในจังหวะที่เขากำลังต้องการความปลอดภัยทางใจที่สุด สิ่งที่ช่วยเราได้มากคือทำ “สวิตช์ก่อนพูด” 3 ขั้นตอน (ใช้เวลาไม่ถึง 10 วินาที) 1) หยุดหายใจลึก 1 ครั้ง เพื่อให้เสียงไม่แข็ง 2) บอกสิ่งที่เห็นแบบไม่ตัดสิน: “แม่เห็นหนูยังไม่เก็บของเล่น” 3) บอกสิ่งที่อยากให้ทำ + ทางเลือก: “เก็บก่อน 5 ชิ้น หรือแม่ช่วยเก็บ 2 ชิ้นดี?” วิธีนี้ลดการตะคอกได้จริง และลูกไม่รู้สึกว่าถูกโจมตี ต่อไปนี้เป็น “ประโยคแทนการบ่น” ที่เราใช้ในแต่ละช่วงเวลา (เข้ากับ 5 ช่วงที่ไม่ควรดุในบทความ) ก่อนนอน: แทน “ทำไมยังไม่นอน!” เป็น “วันนี้เหนื่อยไหม แม่กอดก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยเริ่มใหม่” ถ้าจำเป็นต้องตักเตือน ให้สั้นและปิดท้ายด้วยคำปลอดภัย เช่น “แม่รักหนูนะ แต่พรุ่งนี้เรามาคุยเรื่องนี้กัน” เพื่อไม่ให้ลูกเอาอารมณ์ลบไปฝันและหลับไม่สนิท ตอนตื่นนอน: แทน “รีบสิ เดี๋ยวสาย!” เป็น “ตื่นแล้วเก่งมาก วันนี้แม่จะช่วยให้ทันเอง” แล้วค่อยเตือนด้วยโทนเบา ๆ เช่น “เราเหลือเวลา 10 นาที เลือกเสื้อเองได้ 1 ตัวนะ” เด็กเริ่มวันดี ๆ จะพร้อมเรียนรู้กว่าเยอะ ตอนกินข้าว: แทน “กินช้าอีกแล้ว!” เป็น “เรากินไปคุยไปได้ แต่ขอคำละเล็กคำละน้อยนะ” ถ้าลูกงอแง ให้แยกเรื่องกินออกจากเรื่องอารมณ์ เช่น “หนูไม่สบายใจเรื่องอะไรไหม” เพราะถ้าโดนบ่นบนโต๊ะอาหารบ่อย ๆ เด็กจะเชื่อมโยงการกินกับความเครียด ก่อนไปโรงเรียน: แทน “ทำไมไม่เตรียมกระเป๋า!” เป็น “แม่เชื่อว่าหนูทำได้ เดี๋ยวเราเช็ก 3 อย่างด้วยกัน: น้ำ-การบ้าน-บัตร” ถ้าต้องตำหนิจริง ๆ ให้เก็บไว้หลังกลับบ้าน เพื่อไม่ให้ลูกพกความกังวลไปทั้งวัน หลังเลิกเรียน: ช่วงนี้เราใช้กฎ “กอดก่อน ค่อยถาม” เริ่มจาก “วันนี้เป็นยังไงบ้าง เหนื่อยไหม” แล้วค่อยถามเรื่องที่ต้องปรับ เช่น “เมื่อกี้ครูบอกเรื่องการบ้าน แม่ช่วยวางแผนยังไงดี?” ลูกจะเปิดใจมากขึ้น เพราะเขารู้สึกว่าถูกต้อนรับ ทิปเล็ก ๆ ที่เวิร์กมาก: ถ้าหลุดบ่นไปแล้ว ให้ซ่อมแซมความสัมพันธ์ทันทีด้วยคำขอโทษแบบชัดเจน เช่น “เมื่อกี้แม่เสียงดัง แม่ขอโทษนะ แม่หงุดหงิดแต่ไม่ควรลงที่หนู” การซ่อมแซมคือบทเรียนอารมณ์ที่ทรงพลังที่สุด และช่วยให้ลูกเรียนรู้การจัดการความรู้สึกของตัวเองในอนาคต