แล้วคุณล่ะมีชีวิตวัยเด็กที่ถูกหล่อหลอมให้คุณเป็นคนแบบไหน
…วันนี้เลื่อนผ่านไปเจอบทความดีๆ เลยมาเล่าให้ฟังผ่านตัวหนังสือที่อาจจะยาวสักหน่อย แต่รับรองได้ว่าถ้าเธอรู้ความหมายของภาพบ้านต่างๆแล้ว เธอจะมองเห็นตัวเองได้ชัดเจนมากๆ ส่วนตัวคือตรงมาก ตรงจนเห็นภาพตัวเอง และความรู้สึกตัวเองได้ชัดเจนจนปฏิเสธไม่ได้เลยจริงๆ
บทความได้ถูกแชร์โดยคุณ Anontawong Musings เนื้อความจากหนังสือ Are You Mad at Me ของ Meg Josephson ท่านเลยนำมาแชร์ให้อ่านในเพจๆนึง..ขออนุญาตมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ🙏🏻
มาลองดูกันว่าชีวิตวัยเด็กที่บังคับให้เราโตขึ้นมาเป็นคนแบบไหนได้บ้าง
1. The Peacekeeper - ผู้รักษาความสงบ
อาจจะโตมาในครอบครัวที่คนในบ้านทะเลาะกันบ่อยๆ หรือมีใครคนใดคนหนึ่งโมโหร้าย ปิดประตูโครมคราม เดินกระทืบเท้า อารมณ์แปรปรวน บางทีก็โกรธหรือไม่ยอมคุยกับเราโดยที่เราไม่เข้าใจเหตุผล
เด็กที่อยู่ในบ้านแบบนี้มักจะโดนแม่บังคับให้ไปขอโทษกับพ่อ หรือพ่อสั่งให้ไปขอโทษแม่ ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องขอโทษเรื่องอะไร พอเด็กเอ่ยปากถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ คนเป็นผู้ใหญ่ก็ไม่ได้ให้คำอธิบายใดๆ และบอกกับเด็กว่าอย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
เมื่อโตขึ้นมา เราจึงกลายเป็นคนที่ไม่กล้าแสดงอารมณ์ และถ้ารู้สึกว่าทำอะไรให้ใครไม่พอใจ ก็จะโทษตัวเองไว้ก่อนและขอโทษขอโพยคนอื่นมากเกินพอดี (overapologize)
The Peacekeeper มักจะมีความเชื่อเหล่านี้
- การเก็บความรู้สึกเอาไว้ในใจลึกๆ นั้นดีกว่าแสดงมันออกมาและทำให้คนอื่นไม่พอใจ
- เราต้องแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเราเป็นคนดี ไม่อย่างนั้นคนอื่นจะจับได้ว่าเราเป็นคนไม่ดี
- ถ้ามีใครอารมณ์เสีย แสดงว่านั่นเป็นความผิดของเรา
-----
2. The Performer - นักแสดง
บ้านหลังนี้ไม่ได้มีการทะเลาะเบาะแว้งกันรุนแรงเหมือนหลังแรก แต่มีความ "มาคุ" อยู่ตลอดเวลา เพราะความรู้สึกของผู้ใหญ่ในบ้านไม่เคยถูกเอาขึ้นมาคุยกันอย่างเปิดอก ความไม่ชอบใจไม่พอใจนั้นถูกเก็บเอาไว้เนิ่นนานหลายปี จนแทบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าไม่พอใจเรื่องอะไร พ่อมักจะค่อ นแคะแม่ให้ลูกฟัง และแม่ก็บ่นถึงพ่อให้ลูกฟังเช่นกัน
เมื่อลูกจับความตึงเครียดในครอบครัวได้ สิ่งที่ลูกพอจะทำได้คือการยิงมุกหรือทำตัวตลกโปกฮาเพื่อให้บรรยากาศในบ้านดีขึ้น
เด็กที่โตขึ้นมาในบ้านแบบนี้จะมีอารมณ์ขัน และมีมองโลกในแง่บวกเยอะกว่าคนปกติ เด็กจะมองว่าการทำให้คนในบ้านมีความสุขเป็นหน้าที่ของเขา และเด็กคนนี้จะรู้สึกว่าไม่ค่อยได้เป็นตัวของตัวเองเพราะต้อง "แสดง" (perform) อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นเรื่องที่โดดเดี่ยวและเหน็ดเหนื่อยมาก
The Performer มักจะมีความเชื่อเหล่านี้
- การสร้างรอยยิ้มให้คนอื่นเป็นหน้าที่ของเรา
- เราควรเอาอกเอาใจคนอื่นเพื่อให้เขาชอบเรา
- เรารู้สึกเหมือนอยู่บนเวทีตลอดเวลา และต้องรักษาภาพลักษณ์ของตัวละครนี้ไว้เสมอ
-----
3. The Caretaker - ผู้ดูแล
เด็กที่โตขึ้นมาในบ้านที่มีพี่หรือน้องไม่ค่อยแข็งแรง หรือมีพัฒนาการช้า เวลาและพลังงานของพ่อกับแม่ก็จะเทไปอยู่ที่คนที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ทำให้ "เด็กปกติ" อย่างเราไม่ได้รับการเอาใจใส่เท่าไหร่นัก ซึ่งเราก็โอเค เพราะเราก็รักพี่รักน้องของเราเหมือนกัน
เด็กคนนี้จึงทำตัวเป็นคน low maintenance ไม่ค่อยเรียกร้องอะไร แถมยังพยายามช่วยเหลือทุกคนจนมักได้รับคำชมว่า "ความคิดความอ่านโตเกินวัย"
เด็กที่โตมาในครอบครัวแบบนี้ จะรู้สึกว่าเขาจะเป็นที่รักได้ก็ต่อเมื่อทำตัวมีประโยชน์กับคนอื่น เด็กจึงกลายมาเป็นที่ปรึกษาตัวน้อยของพ่อแม่ รับฟังความเหน็ดเหนื่อยและความโกรธเคืองที่พ่อแม่มีต่อกันและกัน
เด็กคนนี้จะไม่เล่าปัญ หาของตัวเองให้ใครฟัง เพราะไม่อยากไปเพิ่มภาระให้พ่อหรือแม่อีก การที่เขาอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระของคนในบ้าน เพราะลึกๆ แล้วแอบหวังว่าถ้าพ่อแม่มีเวลามากขึ้นแล้วจะแบ่งเวลามาดูแลเขาได้บ้าง
เมื่อโตขึ้น เด็กคนนี้จะเป็นคนที่ไม่พึ่งพาใครเลย (hyperindependent) ทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว และแทบไม่เคยเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากใคร ไม่เคยมีใครมาถามว่าเขาเป็นอย่างไร เพราะทุกคนคิดไปเองว่าเขาคนนี้จัดการทุกอย่างได้อยู่หมัด
คนที่เป็น Caretaker เวลาคบกับใคร จิตใต้สำนึกมักจะผลักให้เขาเลือกคบกับแฟนที่ต้องการการดูแล เพราะมันคือความสัมพันธ์ที่เขาคุ้นเคย
The Caretaker มักจะมีความเชื่อเหล่านี้
- ถ้าเราแคร์คนอื่นมากพอ สุดท้ายพวกเขาจะแคร์เราบ้างเหมือนกัน
- ความต้องการของคนอื่นนั้นสำคัญกว่าความต้องการของเรา
- เรามีคุณค่าต่อเมื่อเราทำตัวมีประโยชน์กับคนอื่น
-----
4. The Lone Wolf - หมาป่าเดียวดาย
ถ้าชีวิตในวัยเด็ก เรารู้สึกว่าถูกละเลย (emotional neglect) ไม่มีใครมาสนใจเรา เราก็จะมีโอกาสโตขึ้นมาเป็นหมาป่าเดียวดาย
เวลาเราไปเข้าค่ายหลายๆ คืน บ้านอื่นอาจจะเตรียมขนมและข้าวของเครื่องใช้แบบจัดเต็ม ในขณะที่กระเป๋าของเราแทบไม่มีอะไรเลย แถมระหว่างตอนอยู่ค่ายก็ไม่มีคนที่บ้านทักมาหาเหมือนเพื่อนคนอื่น
เวลาทะเลาะกับพ่อแม่ และเราเข้ามาเก็บตัวร้องไห้ในห้องคนเดียว เราแอบหวังว่าพ่อหรือแม่จะมาเคาะประตูห้องและเข้ามาถามไถ่ว่าเป็นยังไงบ้างแล้ว ดีขึ้นหรือยัง แต่ปรากฎว่าไม่มีใครมาหาเราเลย
เราไม่กล้าบอกพ่อแม่เวลาที่ทุกอย่างกำลังไปได้สวย เพราะถ้าพ่อแม่เชื่อแบบนั้นจริ งๆ เรากลัวว่าพ่อแม่จะเลิกใส่ใจเราไปอย่างสิ้นเชิง
เด็กที่โตมาในบ้านหลังนี้ จะกลายเป็นคนที่ไม่พึ่งพาใครเช่นกัน (hyperindepedent) เวลาเล่นกีฬาก็มักจะเล่นกีฬาเดี่ยว ไม่อยากเล่นเป็นทีมเพราะกลัวว่าจะทำให้คนอื่นผิดหวัง และพื้นที่ที่รู้สึกปลอดภัยที่สุด คือห้องนอนของตัวเอง
The Lone Wolf มักจะมีความเชื่อเหล่านี้
- ความรักเป็นสิ่งที่ได้มาโดยยาก
- ไม่ควรสนิทกับใครเพราะไม่อยากจะผิดใจกัน
- การปล่อยให้ใครรู้จักเรามากเกินไปเป็นเรื่องไม่ปลอดภัย
-----
5. The Perfectionist - เพอร์เฟกชั่นนิสต์
บ้านหลังนี้เต็มไปด้วยความรักและความใส่ใจ แต่ก็เต็มไปด้วยความคาดหวังที่สูงลิบลิ่วเช่นกัน
เด็กในบ้านหลังนี้มักจะมีพ่อหรือแม่ (หรือทั้งคู่) ที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์และควบคุมชีวิตลูก มักจะบอก (หรือบังคับ) ลูกว่าควรเรียนอะไร เรียนที่ไหน การที่เด็กจะหนีให้พ้นข้อติติงได้ ก็ด้วยการทำตัวให้ใกล้เคียงความสมบูรณ์แบบมากที่สุด
เวลาที่ลูกท้อแท้หรืองอแง พ่อแม่จะบอกว่าอย่าทำตัวแบบนี้เพราะมันไม่มีประโยชน์ (not productive) และพอพ่อแม่เห็นว่าอารมณ์เหล่านี้เป็นเรื่องไร้สาระและไม่ควรค่าแก่การนั่งคุยกัน ลูกก็จะมองว่าตัวเองผิดที่มีความรู้สึกแบบนี้
เด็กจึงโตมาเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์ ที่จะร้องไห้เมื่อเห็นว่าสอบได้ B หนึ่งวิชาในขณะที่วิชาอื่นๆ ได้ A หมด จะเป็นคนไม่กล้าบอกใครเวลาทำอะไรผิดพลาดเพราะกลัวจะโดนเพื่อนๆ วิจารณ์เหมือนที่เคยโดนพ่อแม่ตำหนิ
เพอร์เฟกชั่นนิสต์จะแสดงออกว่าเขา productive ตลอดเวลา ถ้าในวัยเด็กกำลังนอนดูทีวีอยู่และได้ยินเสียงคนเดินเข้ามา เขาก็จะโยนรีโมตทิ้งแ ล้วหยิบหนังสือขึ้นมาทำทีเป็นนั่งอ่านเพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าตัวเองกำลังพักผ่อนอยู่ เขาจะเป็นคนที่กดดันตัวเองและรู้สึกผิดตลอดเวลาที่ไม่สามารถเป็นคนที่สมบูรณ์แบบเหมือนดั่งที่วาดภาพเอาไว้ได้
The Perfectionist มักจะมีความเชื่อเหล่านี้
- เราต้องเพอร์เฟ็กต์เราถึงจะได้รับความรัก
- สิ่งต่างๆ ที่เราทำนั้นไม่เคยดีพอ
- โดยลึกๆ แล้วเรามีอะไรที่ผิดปกติไปจากคนอื่น
-----
6. The Chameleon - กิ้งก่าคาเมเลี่ยน
ใครที่ในวัยเด็กที่รังแกหรือถูกล้อบ่อยๆ มักจะมีโอกาสโตขึ้นมาเป็นกิ้งก่าที่ปรับสีสันไปตามสภาพ
เราอาจถูกล้อเรื่องการแต่งตัว ข้าวของเครื่องใช้ รูปร่างหน้าตา เวลาตอบคำถามในห้องเรียนก็ถูกเพื่อนๆ หัวเราะคิกคัก โดยเฉพาะเพื่อนกลุ่มนึงที่ชอบมาหาเรื่องเราบ่อยๆ เด็กกลุ ่มนี้ดูเท่ ดูอินเทรนด์ ดูมีพาวเวอร์ และเด็กพวกนี้ก็ชอบมารังแกคนที่ไม่มีทางสํู้อย่างเรา เพราะเราอาจเพิ่งย้ายโรงเรียนมาหรือมีฐานะครอบครัวที่ยากจน
พอเราโดนรังแกมากๆ แล้วเสียใจ ร้องไห้กลับไปบอกที่บ้าน พ่อหรือแม่กลับบอกว่าอย่าไปใส่ใจ จงทำตัวให้เข้มแข็งกว่านี้ แล้วเดี๋ยวอะไรๆ มันจะดีขึ้น
แต่การล้อเลียนก็ยังคงดำเนินต่อไป เราเลยต้องปรับยุทธศาสตร์ใหม่ ด้วยการเลียนแบบกลุ่มที่ชอบรังแกเรา ถ้าเด็กกลุ่มนี้ดูรายการทีวีเรื่องอะไรเราก็ดูตาม จะได้คุยกับเขารู้เรื่อง เด็กกลุ่มนี้แต่งตัวแบบไหนเราก็แต่งตาม เขาจะได้ว่าเราไม่ได้ว่าเราแต่งตัวเชย
การเลียนแบบคนที่ชอบรังแกเราคือแนวทางในการปกป้องตัวเอง ซึ่งก็มักจะใช้ได้ผล แต่สิ่งที่ตามมาคือเราไม่รู้ว่าตกลงแล้วเราเป็นใครกันแน่ เ ราต้องการอะไรกันแน่ เราไม่มีความเห็นเป็นของตัวเองเพราะเราเคยชินกับการทำตามคนรอบตัวมาโดยตลอด
The Chameleon มักจะมีความเชื่อเหล่านี้
- เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม
- เราไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธใคร
- เราไม่รู้ว่าเราเป็นใคร เราไม่รู้ว่าเราต้องการอะไร
-----
"Thank you, past self, for protecting me for so long. I am safe now." ชอบประโยคนี้จัง!!! อย่าลืมขอบคุณตัวเองในทุกๆวันนะคะ 🥰❤️ #เด็กคนนั้นโตมากลายเป็น #Lemon8ฮาวทู #ป้ายยากับlemon8 #lemon8ไดอารี่ #วัยเด็ก กรุงเทพมหานคร
บทความนี้ช่วยให้เราได้มองย้อนกลับไปสำรวจว่า ด้วยประสบการณ์ชีวิตวัยเด็กที่แตกต่างกัน มีผลต่อการหล่อหลอมบุคลิกลักษณะและแนวคิดภายในใจของเรามากเพียงใด ซึ่งแต่ละประเภทที่ถูกกล่าวถึงนั้นสะท้อนแง่มุมที่ลึกซึ้งของจิตใจและประสบการณ์วัยเด็กที่หลากหลาย การเข้าใจว่าคุณเป็น "The Peacekeeper" หรือผู้รักษาความสงบ อาจหมายความว่าคุณประสบกับสภาพแวดล้อมที่มีความขัดแย้งภายในบ้าน ทำให้คุณมักจะเก็บความรู้สึกและกลัวการขัดแย้งเพราะกลัวจะทำร้ายความสัมพันธ์ในครอบครัว ในส่วนของ "The Performer" คือการที่ต้องดูแลบรรยากาศครอบครัวให้ราบรื่น ด้วยการสร้างความสุขและรอยยิ้ม แม้ว่าจะรู้สึกโดดเดี่ยวในภายในก็ตาม ขณะที่ "The Caretaker" มักจะเสียสละตนเองเพื่อดูแลคนอื่น แม้ในบางครั้งอาจทำให้ตนเองรู้สึกโดดเดี่ยวและไม่ถูกมองเห็นความต้องการของตัวเอง สำหรับ "The Lone Wolf" คือคนที่เติบโตมาในบรรยากาศไร้การดูแลใส่ใจทางอารมณ์ จึงกลายเป็นคนที่พึ่งพาตัวเองและชอบความเป็นส่วนตัวสูง ในขณะที่ "The Perfectionist" เติบโตในครอบครัวที่มีความรักแต่เต็มไปด้วยความคาดหวังสูง จึงมักกดดันตนเองอย่างมากในการสร้างภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ สุดท้าย คือ "The Chameleon" ที่ต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้เข้ากับสังคมรอบตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกกลั่นแกล้ง มักเกิดจากการประสบปัญหาการกลั่นแกล้งในวัยเด็ก ส่งผลให้ขาดความมั่นใจในตัวตนและความต้องการของตัวเอง การตระหนักรู้บุคลิกภาพเหล่านี้เป็นกุญแจสำคัญในการเข้าใจตนเองและการเยียวยาจิตใจ ตัวเราในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องติดอยู่ในกรอบของความคิดเก่า ๆ เหล่านี้เสมอไป แต่สามารถพัฒนาและทำให้ชีวิตดีขึ้นได้ผ่านการเรียนรู้และการยอมรับความรู้สึกของตนเอง "Thank you, past self, for protecting me for so long. I am safe now." เป็นคำขอบคุณที่ดีสำหรับตัวเองในทุกช่วงเวลาที่ผ่านมา การแบ่งปันเรื่องราวและการเข้าใจประสบการณ์วัยเด็กนี้ คือส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างความเห็นอกเห็นใจในตนเองและการเติบโตอย่างมีคุณภาพในชีวิตผู้ใหญ่


3 อ่านแล้วน้ำตาไหลเลยคะ ตรงมากๆคะ