Project 7 days a book📚(week) | Day 2
เรามาต่อกันกับวันที่ 2 ของ Project นี้ กับหนังสือที่มีชื่อว่า
‘52 เฮิรตซ์…คลื่นเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน‘
อยากจะนำเสนอก่อนว่าวาฬรู้จักเกี่ยวกับเรื่อง วาฬ 52 เฮิรตซ์มานามาก
เพราะว่าเป็น Army โดยเราจะรู้กันว่ามันมีเพลงบังทันมีเพลงหนึ่งที่ชื่อว่า Whalien 52
ซึ่งเป็นเพลงเกี่ยวกับวาฬ 52 เฮิรตซ์ นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้วาฬหลงรักวาฬเหงาตัวนี้
ที่จริงวาฬซื้อหนังซื้อเล่มนี้ แค่เพราะมันเป็นวาฬ 52 เฮิรตซ์ เคยอ่านแล้วครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีที่แล้ว
ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกว่า เป็นหนังสือที่ได้ข้อคิดเยอะมากเท่าไหร่ ถ้าเป็นตอนนั้นคงให้คะแนนเล่มนี้สัก 3.5 ดาว
แต่พอวันนี้กลับมาอ่านอีกครั้ง หลังผ่านเรื่องราวมามากมาย มีความรู้สึก อารมณ์ ประสบการณ์ที่โตขึ้น
วาฬเลยให้เล่มนี้ ⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️ ทำให้สามารถตกตะกอนอะไรหลายๆอย่างได้จากหนังสือเล่มนี้มากๆ
มันไม่ใช่แค่คนเหงาสองคนที่บังเอิญเจอกัน แต่มันคือคนสองคนที่พยายามปรับจูนคลื่นเสียงของกันและกัน
ให้เข้าใจกันมากขึ้น ให้ก้าวผ่านปัญหาไปพร้อมๆกัน วาฬชอบที่ตัวละคร คิโกะ เขามีมิติ และค่อยๆเติบโตขึ้น
ทำให้อ่านแล้วต้องคอยคิดวิเคราะห์ตามว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น โดยรวมแล้วเป็นหนังสือที่น่าอ่านมากๆ
วาฬแนะนำให้ทุกคนมาอ่านกัน ส่วนใครเคยอ่านแล้วแวะมาพูดคุยกันได้นะคะ
ปล.นิยายเรื่องนี้ถูกดัดแปลงไปเป็นหนังด้วยนะคะ แต่ส่วนตัววาฬไม่เคยดู🥹 ใครเคยดูแวะมาพูดคุยกันได้นะคะ
#7daysathing #lemon8ไดอารี่ #รีวิวหนังสือ #หนังสือน่าอ่าน #อ่านตามlemon8
ในโลกที่ทุกคนต่างมีเสียงของตัวเอง บางครั้งเราก็รู้สึกเหมือน "วาฬ 52 เฮิรตซ์" ที่ส่งคลื่นเสียงแต่ไม่มีใครได้ยิน เหมือนตัวละครในหนังสือที่ต้องเจอกับความเหงาและความเข้าใจผิดจากคนรอบข้าง จากการอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ทำให้ผมเข้าใจว่า การมีความเหงาไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอ แต่บางครั้งมันคือสัญญาณว่าเรากำลังพยายามเชื่อมต่อกับใครสักคนที่มีคลื่นใจเดียวกัน เหมือนวาฬสองตัวที่แม้จะอยู่ไกล แต่ยังคงพยายามปรับเสียงเพื่อให้เข้าถึงกัน นอกจากนี้ ตัวละครคิโกะในเรื่องแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและพัฒนาการทางอารมณ์ ที่ผ่านความเจ็บปวด อดีตที่ลึกซึ้ง และการปรับตัวเพื่อเผชิญหน้ากับปัญหาใหม่ๆ ซึ่งสร้างความสะท้อนใจให้กับผู้อ่านอย่างมาก ในฐานะที่ประสบการณ์ชีวิตไม่เหมือนกัน การอ่านหนังสือ "52 เฮิรตซ์...คลื่นเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน" ช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ที่สอนให้เรารู้จักยอมรับความเปราะบางของตัวเองและการสื่อสารกับผู้อื่นอย่างเข้าอกเข้าใจ นอกจากนี้ หนังสือยังถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ด้วย ซึ่งถ้าใครได้ชมคงจะได้เห็นภาพแทนเสียงเหงาที่ซ่อนอยู่ในแต่ละตัวละคร ถ่ายทอดความรู้สึกซับซ้อนและความหวังในการค้นหาความหมายในโลกนี้ อย่างไรก็ดี แนะนำให้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้สักครั้งเพราะมันไม่ได้เป็นเพียงนิยายธรรมดา แต่เป็นบทเรียนที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตจริงได้ ทั้งเรื่องความเข้าใจ การยอมรับ และความหวังว่าทุกเสียงที่ส่งออกไป แม้ไม่ดังที่สุด ก็ยังมีค่าเสมอ









ส่วนเล่มต่อไปที่วาฬจะอ่านก็คือ Reason to stay alive