1 ในฉากที่ โยฮันใช้ Gaslighting
หลายคนอาจเจอคำว่า “gaslighting” บ่อยในโซเชียล แต่พอไปดูในอนิเมะ/ซีรีส์อย่าง Monster (โดยเฉพาะช่วง EP.49) จะเห็นภาพชัดมากว่ามัน “ไม่ใช่แค่โกหก” นะคะ/ครับ จุดสำคัญคือการค่อย ๆ ทำให้เหยื่อสงสัยการรับรู้ของตัวเอง จนสุดท้ายต้องพึ่งพาคนที่ทำร้ายเราแทน จากที่ฉันสังเกตฉากของ Johan Liebert วิธีที่เขาใช้มักมี 3 ชั้นหลัก ๆ 1) บิดความจริงแบบมีเหตุผลรองรับ: เขาไม่พูดโกหกโต้ง ๆ แต่เลือกเล่า “บางส่วน” ที่ทำให้ดูสมเหตุสมผล จนอีกฝ่ายเถียงยาก 2) ทำให้รู้สึกผิดและสับสนพร้อมกัน: เหยื่อจะเริ่มคิดว่า “เราคิดมากไปเองไหม” หรือ “เราน่าจะเข้าใจเขาผิด” 3) ปิดทางเลือก: ทำให้เหยื่อเชื่อว่าไม่มีใครเข้าใจ/ช่วยได้ นอกจากเขา (นี่คือจุดที่อันตรายมาก) ถ้าเอามาเทียบกับชีวิตจริง สัญญาณเตือนที่ฉันคิดว่าใกล้เคียงกับ gaslighting มีประมาณนี้ - หลังคุยกับเขาทีไร เรารู้สึกผิด ทั้งที่ตอนแรกเรามีเหตุผลชัดเจน - เขาชอบพูดว่า “เธอคิดไปเอง” “เธออ่อนไหวเกิน” “จำผิดอีกแล้ว” บ่อย ๆ - เราเริ่มจดจำเหตุการณ์ไม่มั่นใจ ต้องถามคนอื่นยืนยันตลอด - เขาทำให้เราห่างเพื่อน/ครอบครัว แล้วบอกว่า “คนอื่นไม่หวังดีเท่าฉัน” วิธีรับมือแบบที่ฉันลองใช้แล้วได้ผล (โดยเฉพาะตอนต้องเจอคนพูดบิด ๆ) - เก็บหลักฐานแบบไม่ต้องประกาศ: แคปแชต/จดบันทึกสั้น ๆ ว่าวันไหนเกิดอะไรขึ้น ช่วยให้เรากลับมายืนบนความจริงได้ - ตั้งประโยคกันชน: เช่น “ฉันขอเวลาทบทวนก่อน” “เราคุยกันเมื่อใจเย็นกว่านี้” ลดโอกาสถูกลากเข้าวงจรอารมณ์ - เช็ก reality กับคนที่ไว้ใจ: เล่าเหตุการณ์แบบเป็นกลางให้เพื่อน/คนในบ้านฟัง เพื่อเทียบมุมมอง - ตั้งขอบเขตและผลลัพธ์: ถ้าอีกฝ่ายยังบิดเบือนซ้ำ ๆ ให้ลดการคุยเรื่องสำคัญผ่านปากเปล่า หรือถอยห่างถ้าทำได้ สิ่งที่ Monster ทำให้ฉันคิดคือ คนแบบ Johan มักใช้ “คำพูด” เป็นอาวุธที่ดูสุภาพ แต่ทำลายความมั่นคงข้างในเราได้มาก ถ้าดูแล้วรู้สึกอินหรือสะเทือนใจ แปลว่าเราเริ่มจับสัญญาณได้แล้วค่ะ/ครับ และการจับสัญญาณได้เร็ว คือก้าวแรกของการปกป้องตัวเอง






















ดูความคิดเห็นเพิ่มเติม