งบทหารจีนพุ่ง 56 เท่า! กว่า 31 ปี หรือ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา...

งบทหารจีนพุ่ง 56 เท่า!

กว่า 31 ปี หรือ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา... "จีน" ไม่เคยลดงบประมาณทางการทหารลงเลยแม้แต่ครั้งเดียว

📈 ย้อนไปในปี 1989 งบกลาโหมของจีนอยู่ที่ราวๆ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ในปี 2025 ตัวเลขนี้พุ่งทะลุไปถึง 3.36 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ! นี่คือการเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 56 เท่า ภายในเวลาเพียง 36 ปี

🤔 เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองเทียบกับหนึ่งในมหาอำนาจทางการทหารของโลกอย่าง "สหราชอาณาจักร" (UK) 🇬🇧 ที่ใช้งบประมาณด้านนี้ราว 7.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ... เท่ากับว่าตอนนี้จีนทุ่มงบแซงหน้าไปแล้วมากกว่า 4 ต่อ 1

และแน่นอนว่า แรงกระเพื่อมนี้ส่งผลให้เกิดการขยับตัวทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาคทันที:

🇹🇼 ไต้หวัน: เพิ่มงบป้องกันประเทศในปี 2025 ขึ้น 14% ถือเป็นการก้าวกระโดดแบบปีต่อปีที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1988

🇯🇵 ญี่ปุ่น: เพิ่มงบกลาโหมพุ่งถึง 21% ถือเป็นการเสริมกำลังรบที่เร็วที่สุดตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

🌊 ปัจจุบัน ภูมิภาค "อินโดแปซิฟิก" กำลังอยู่ในช่วงตื่นตัวและเสริมเขี้ยวเล็บทางการทหารครั้งใหญ่ ตัวเลขสถิติเหล่านี้กำลังบอกเล่าเรื่องราวที่แท้จริงได้ชัดเจน ยิ่งกว่าคำพูดของนักการเมืองคนไหนๆ

Sources: SIPRI

#deepkub #China #MilitarySpending #IndoPacific #วิเคราะห์การเมือง #ข่าวต่างประเทศ

6/9 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากการเติบโตของงบประมาณทหารจีนอย่างก้าวกระโดดที่พุ่งสูงถึง 56 เท่าในรอบกว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา พบว่าผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีหลังนี้โดยเฉพาะไต้หวันและญี่ปุ่นที่หันมาเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมในสถานการณ์ที่ภูมิภาคกำลังเผชิญความตึงเครียดทางการทหารที่เพิ่มสูงขึ้น ในฐานะที่ผมติดตามข้อมูลด้านความมั่นคงเอเชียมาระยะหนึ่ง การเพิ่มงบประมาณกลาโหมของจีนไม่เพียงสะท้อนถึงนโยบายเสริมสร้างกำลังทางทหารเท่านั้น แต่ยังสะท้อนแนวความคิดที่จีนมองว่าการควบคุมพื้นที่อินโดแปซิฟิกเป็นกุญแจสำคัญต่ออำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ในระดับโลก ไต้หวันที่เพิ่มงบป้องกันประเทศขึ้น 14% ในปี 2025 นั้น ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนมากกว่าทศวรรษที่ผ่านมาว่าประเทศนี้จำเป็นต้องยกระดับความสามารถทางการทหารอย่างเร่งด่วน เพื่อรับมือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากจีน ขณะที่ญี่ปุ่นเพิ่มงบประมาณถึง 21% ซึ่งสูงสุดตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลญี่ปุ่นพร้อมปรับยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในภูมิภาค ซึ่งจากประสบการณ์ส่วนตัวและการวิเคราะห์ข้อมูลหลายด้าน ผมเชื่อว่าการแข่งขันด้านงบประมาณทหารในภูมิภาคนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของจำนวนเงินที่ทุ่มเทเท่านั้น แต่ยังสื่อถึงความตั้งใจของแต่ละประเทศในการเสริมสร้างความมั่นคงและอิทธิพลในเวทีโลกอย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น สำหรับผู้ที่สนใจติดตามสถานการณ์ทางความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินโดแปซิฟิก การจับตาดูการขยายงบประมาณกลาโหมของจีนและผลกระทบที่ส่งต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้านช่วยให้เราเข้าใจภาพใหญ่ของสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคได้ดีขึ้น และสามารถประเมินแนวโน้มในอนาคตได้แม่นยำมากขึ้น