ซาอุฯ สร้างของแรง! ขีปนาวุธหนักไม่ถึง 14 โล แต่เจาะเกราะรถถังหนา 700 มม. ทะลุ 💥
ซาอุฯ สร้างของแรง! ขีปนาวุธหนักไม่ถึง 14 โล แต่เจาะเกราะรถถังหนา 700 มม. ทะลุ 💥
เพิ่งมีการเปิดตัวอาวุธใหม่ที่น่าจับตามองสุดๆ ในงาน World Defense Show 2026 ที่กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย นั่นคือ 'Shalfa' ขีปนาวุธนำวิถีที่เรียกได้ว่าจิ๋วแต่แจ๋วของจริง 🚀
ความน่าสนใจของเจ้าตัวนี้คือ...
🪶 น้ำหนักเบาหวิว: ทั้ งลูกหนักไม่ถึง 14 กิโลกรัม
💥 พลังทำลายล้างจัดเต็ม: ถูกออกแบบมาให้เจาะทะลวงเกราะรถถัง (Rolled Homogeneous Armor) ที่หนาถึง 700 มิลลิเมตรได้แบบสบายๆ
🦅 เกิดมาเพื่อโดรนโดยเฉพาะ: เตรียมนำไปติดตั้งใช้งานบนโดรนที่ซาอุฯ และตุรกีร่วมกันพัฒนาขึ้นมา ทำให้การโจมตียานเกราะจากบนฟ้ามีความแม่นยำและอันตรายมากยิ่งขึ้น
การเปิดตัว Shalfa รอบนี้สะท้อนให้เห็นเลยว่า ซาอุฯ กำลังทุ่มเทและเอาจริงกับการขยายอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตัวเอง โดยเฉพาะระบบอาวุธไร้คนขับขั้นสูง เพื่อลดการพึ่งพาและนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างชาติ และก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตอาวุธด้วยตัวเอง 📈
ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ทำให้เห็นว่าเทคโนโลยีทางการทหารและสงครามโดรนในยุคนี้พัฒนาไปไวมากๆ ครับ
Sources: Army Recognition (Feb 2026), World Defense Show 2026
#deepkub #SaudiArabia #MissileTechnology #DroneWarfare #DefenseIndustry #Innovation #อาวุธล้ำยุค #เทคโนโลยีทหาร #การทหาร
จากประสบการณ์การติดตามเทคโนโลยีทางทหาร พบว่าขีปนาวุธที่มีน้ำหนักเบาแต่แรงทะลุสูงถือเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนเกมในสนามรบอย่างแท้จริง โดยเฉพาะระบบ Shalfa ที่ซาอุดีอาระเบียเปิดตัวในงาน World Defense Show 2026 ซึ่งถูกออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานบนโดรนยุคใหม่ ทำให้ชุดอาวุธไร้คนขับมีขีดความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างมาก ความโดดเด่นที่น่าสนใจคือ Shalfa มีน้ำหนักเพียงไม่ถึง 14 กิโลกรัม แต่ยังสามารถเจาะทะลวงเกราะแบบ RHA (Rolled Homogeneous Armor) ที่หนาถึง 700 มิลลิเมตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นความท้าทายด้านวิศวกรรมที่ทำให้สามารถติดตั้งบนโดรนที่มีน้ำหนักจำกัดได้โดยไม่ลดทอนพลังทำลาย การนำเทคโนโลยีมาใช้ร่วมกับโดรนที่พัฒนาร่วมกับตุรกี สร้างความได้เปรียบอย่างมากในด้านยุทธศาสตร์ เนื่องจากโดรนเป็นแพลตฟอร์มที่เคลื่อนย้ายได้รวดเร็วและสามารถโจมตีเป้าหมายยานเกราะได้แม่นยำจากมุมสูง ลดความเสี่ยงต่อกำลังพลได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงความพยายามของซาอุฯ ในการพัฒนาและสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตนเอง เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเป็นการสร้างความมั่นคงทางด้านยุทโธปกรณ์ที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในวงการเทคโนโลยีทหาร นำไปสู่การพัฒนาระบบอาวุธใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์สถานการณ์การรบในยุคปัจจุบันและอนาคต ผมเคยติดตามข่าวสารในวงการความมั่นคงและรับรู้ว่าการพัฒนาชิ้นส่วนขีปนาวุธที่ครบวงจรและน้ำหนักเบาแบบนี้ไม่ง่าย จึงรู้สึกทึ่งกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีซาอุฯ ที่สามารถผลิตขีปนาวุธที่ทั้งทรงพลังและพกพาง่าย พร้อมความแม่นยำสูง ถือเป็นเรือธงที่ช่วยเพิ่มศักยภาพของกองทัพอย่างมากในยุคสงครามโดรนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
