เยอรมนีเดินหน้าท่อไฮโดรเจน 9,040 กม. ปูโครงข่ายพลังงานแห่งอนาคต🇩🇪

เยอรมนีเดินหน้าท่อไฮโดรเจน 9,040 กม. ปูโครงข่ายพลังงานแห่งอนาคต

🇩🇪 เยอรมนีกำลังเดินหน้าโครงการ Hydrogen Core Network โครงข่ายท่อส่งไฮโดรเจนระดับประเทศ ความยาวประมาณ 9,040 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมพื้นที่ผลิต แหล่งนำเข้า คลังเก็บ และศูนย์อุตสาหกรรมสำคัญเข้าด้วยกัน

โครงการนี้ยังไม่ได้เปิดใช้งานครบทั้งระบบ แต่จะทยอยก่อสร้างและเปิดดำเนินงานไปจนถึงปี 2032 โดยประมาณ 56% จะดัดแปลงจากท่อก๊าซธรรมชาติเดิม และอีก 44% เป็นท่อที่สร้างขึ้นใหม่ คาดว่าจะใช้งบลงทุนราว 18.9 พันล้านยูโร

🌱 เป้าหมายสำคัญคือส่งไฮโดรเจนไปยังอุตสาหกรรมที่ลดคาร์บอนได้ยาก เช่น เหล็ก เคมีภัณฑ์ โรงกลั่น และการขนส่งบางประเภท พร้อมเชื่อมต่อกับเส้นทางนำเข้าไฮโดรเจนจากประเทศเพื่อนบ้านในอนาคต

เมื่อใช้ไฮโดรเจนจะไม่ปล่อย CO₂ โดยตรง แต่ผลกระทบตลอดวงจรชีวิตยังขึ้นอยู่กับแหล่งพลังงานที่ใช้ผลิต ขณะเดียวกัน การเผาไหม้ไฮโดรเจนอาจก่อมลพิษไนโตรเจนออกไซด์ได้ จึงไม่ได้ “สะอาดทุกมิติ” แบบอัตโนมัติ

🇪🇺 สหภาพยุโรปตั้งเป้าปี 2030 ผลิตไฮโดรเจนหมุนเวียนในประเทศ 10 ล้านตัน และนำเข้าอีก 10 ล้านตัน แต่ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าการขยายกำลังผลิตยังตามหลังเป้าหมายอยู่มาก

ไฮโดรเจนอาจไม่ได้แทนก๊าซธรรมชาติทุกการใช้งาน แต่มีโอกาสเป็นตัวเปลี่ยนเกมในภาคอุตสาหกรรมหนัก—คุณคิดว่าคุ้มกับเงินลงทุนมหาศาลหรือไม่?

Sources: Bundesnetzagentur | European Commission | REPowerEU: 4 years on

#deepkub #GreenHydrogen #พลังงานสะอาด #เยอรมนี #EnergyTransition

7/20 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการพัฒนาโครงข่ายท่อไฮโดรเจนที่เยอรมนีดำเนินการ ไม่เพียงเป็นก้าวใหญ่สำหรับประเทศเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงแนวโน้มของพลังงานสะอาดทั่วโลกที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ในฐานะผู้ติดตามเรื่องพลังงาน ฉันมองว่าโครงการนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ที่เน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรมซึ่งยากต่อการลดคาร์บอนด้วยวิธีอื่น สิ่งที่น่าประทับใจคือการใช้โครงสร้างท่อก๊าซธรรมชาติเดิมถึง 56% ช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาก่อสร้าง นอกจากนี้การวางแผนระบบให้เชื่อมต่อทั้งการผลิตในประเทศและการนำเข้าไฮโดรเจนจากต่างประเทศยังช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ความร่วมมือระหว่างประเทศในสหภาพยุโรปถือเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันโครงการนี้ให้สำเร็จลุล่วง อย่างไรก็ตาม ผมเองก็คิดว่าไฮโดรเจนยังมีความท้าทาย เช่น การเผาไหม้ที่อาจก่อมลพิษไนโตรเจนออกไซด์ ขณะที่ต้นทุนการลงทุนสูงมากถึง 18.9 พันล้านยูโร การวางแผนใช้ไฮโดรเจนควรควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่ใช้พลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้นเพื่อลดผลกระทบตลอดวงจรชีวิต ฉะนั้นการตัดสินใจลงทุนในโครงข่ายนี้จึงควรพิจารณาระยะยาวและผลกระทบเชิงสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน สำหรับใครที่สนใจเรื่องพลังงานสะอาดและอนาคตการขนส่งและอุตสาหกรรมหนัก การติดตามความคืบหน้าของโครงการ Hydrogen Core Network จะเป็นประโยชน์มาก เพราะมันอาจเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนวิธีการใช้พลังงานของโลกในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า