🤖 สงครามอนาคตอาจวัดกันที่ “จำนวนและความเร็วในการผลิต” ไม่ใช่แค่อาวุธที่แพงที่สุด

🤖 สงครามอนาคตอาจวัดกันที่ “จำนวนและความเร็วในการผลิต” ไม่ใช่แค่อาวุธที่แพงที่สุด

คำของบกลาโหมสหรัฐฯ ปีงบประมาณ 2027 เสนอเงิน 54,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับระบบอัตโนมัติและระบบควบคุมจากระยะไกล ครอบคลุมทั้งทางอากาศ ภาคพื้นดิน ผิวน้ำ และใต้น้ำ

ภายใต้แผน Drone Dominance มีวงเงินรวม 53,600 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็น

🚀 39,200 ล้านดอลลาร์ สำหรับจัดหาระบบอัตโนมัติหลายปี เพิ่มกำลังผลิตภายในประเทศ และพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง

🛡️ 14,400 ล้านดอลลาร์ สำหรับระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ เพื่อรับมือภัยคุกคามจากโดรน

การลงทุนไม่ได้มีเพียงโดรนโจมตี แต่ครอบคลุมระบบลาดตระเวน กระสุนบินวน ยานไร้คนขับทางทะเล และอากาศยานร่วมรบหรือ CCA ที่ออกแบบให้ทำงาน alongside เครื่องบินที่มีนักบิน

ขณะเดียวกันยังเสนอ 58,500 ล้านดอลลาร์ สำหรับ AI และระบบบัญชาการรบร่วม ซึ่งมีบางส่วนเชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐาน AI การวิเคราะห์ข้อมูล เซนเซอร์ และระบบสื่อสารของกองทัพ

📌 แต่ต้องย้ำว่า ตัวเลขทั้งหมดนี้ยังเป็น คำของบประมาณ FY2027 ไม่ใช่วงเงินที่ผ่านสภาคองเกรสแล้ว และเงิน 54,000 ล้านดอลลาร์ไม่ได้หมายถึง “โดรนบิน” ทั้งหมด แต่รวมระบบไร้คนขับหลายประเภทในทุกสมรภูมิ

ทิศทางชัดเจนมาก—สหรัฐฯ กำลังยกระดับระบบไร้คนขับจากอุปกรณ์สนับสนุน ให้กลายเป็นหนึ่งในกำลังรบหลักที่ทำงานร่วมกับมนุษย์

Sources: FY2027 Defense Budget Overview

#deepkub #MilitaryDrones #ArtificialIntelligence #DefenseTechnology #Pentagon

7/26 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในยุคที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สงครามในอนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่กับความล้ำสมัยในแง่ของอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่ยังเน้นที่ปริมาณและความเร็วในการผลิตอาวุธและระบบที่ใช้งาน โดยเฉพาะระบบไร้คนขับอย่างโดรนและระบบอัตโนมัติที่สามารถปฏิบัติภารกิจได้หลากหลายรูปแบบ จากงบประมาณป้องกันประเทศของสหรัฐฯ ในปีงบประมาณ 2027 ที่เราเห็นแล้ว การลงทุนในโดรนและระบบไร้คนขับหลายประเภทรวมกว่า 54,000 ล้านดอลลาร์สะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นการมีอาวุธและระบบรบที่มากพอ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการควบคุมสงครามในหลายพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาด้าน AI และระบบบัญชาการรบร่วมก็มีบทบาทสำคัญ เพราะช่วยให้การวางแผนและประสานงานระหว่างระบบต่างๆ รวมถึงมนุษย์ทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ทำให้การตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมรบเป็นไปได้อย่างราบรื่นและลดข้อผิดพลาด นอกจากนี้ การพัฒนาระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับที่เชื่อมโยงกับระบบลาดตระเวนและยานไร้คนขับทางทะเล ช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันจากภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความสามารถในการผลิตจำนวนมากและเร็วยังหมายถึงการสร้างเครือข่ายกำลังรบที่มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้หากการสูญเสียเกิดขึ้น จากประสบการณ์ส่วนตัว ความก้าวหน้าดังกล่าวทำให้เห็นภาพของอนาคตสงครามที่แนบแน่นกับเทคโนโลยีและการบริหารจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้กองทัพสามารถต่อสู้ด้วยกำลังที่ซับซ้อนและควบคุมได้ดีกว่าที่เคย นี่จึงเป็นเหมือนการปฏิวัติครั้งใหญ่ที่เปลี่ยนโฉมหน้าของการทำสงครามไปตลอดกาล