⚡ สหรัฐฯ กำลังเร่งเปลี่ยนอาวุธเลเซอร์ จากระบบต้นแบบให้พร้อมใช้งานจริงมากขึ้น

⚡ สหรัฐฯ กำลังเร่งเปลี่ยนอาวุธเลเซอร์ จากระบบต้นแบบให้พร้อมใช้งานจริงมากขึ้น

ล่าสุด กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ มอบข้อตกลงเริ่มต้นมูลค่า 86 ล้านดอลลาร์ ให้ nLIGHT Defense และ Lockheed Martin Aculight พัฒนาระบบ Joint Laser Weapon System หรือ JLWS สำหรับรับมือโดรนและขีปนาวุธร่อน โดยกรอบโครงการอาจมีมูลค่าสูงสุด 847 ล้านดอลลาร์

ระบบต้นแบบชุดแรกจะมีกำลังประมาณ 150 กิโลวัตต์ ก่อนพัฒนาไปสู่ระดับ 300–500 กิโลวัตต์ และออกแบบเป็นโมดูลตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อนำไปติดตั้งได้ทั้งบนบกและเรือรบ

🔬 เลเซอร์ทำงานด้วยการรวมพลังงานไปยังจุดสำคัญของเป้าหมาย เช่น เซนเซอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือโครงสร้าง จนเกิดความเสียหาย

แม้ลำแสงเดินทางด้วยความเร็วแสง แต่ไม่ได้หมายความว่าเป้าหมายจะเสียหายทันทีทุกครั้ง เพราะระบบต้องรักษาลำแสงบนจุดเดิมเป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับกำลังเลเซอร์ ระยะทาง และชนิดของเป้าหมาย

💰 จุดเด่นคือไม่ต้องใช้จรวดหนึ่งลูกต่อหนึ่งเป้าหมาย ทำให้ต้นทุนพลังงานต่อการยิงต่ำ และยิงซ้ำได้ตราบใดที่ยังมีไฟฟ้าและระบบระบายความร้อน แต่คำว่า “ไม่กี่ดอลลาร์ต่อครั้ง” หมายถึงต้นทุนพลังงานโดยประมาณเท่านั้น ยังไม่รวมราคาตัวระบบ การบำรุงรักษา บุคลากร และเซนเซอร์ตรวจจับ

🌧️ ข้อจำกัดสำคัญคือฝน หมอก ควัน ฝุ่น ความปั่นป่วนของอากาศ รวมถึงการมองเห็นเป้าหมายโดยตรง จึงยังแทนจรวดสกัดกั้นไม่ได้ทั้งหมด

เลเซอร์จึงไม่ใช่โล่วิเศษ แต่เป็นอีกชั้นของระบบป้องกันที่ช่วยเก็บจรวดราคาแพงไว้รับมือภัยคุกคามระดับสูงกว่า

Sources: U.S. Department of Defense—JLWS Awards, U.S. GAO—Directed Energy Weapons

#deepkub #LaserWeapons #DroneDefense #AirDefense #MilitaryTechnology

7/27 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยติดตามเทคโนโลยีอาวุธเลเซอร์ พบว่าอาวุธเลเซอร์มีศักยภาพในการลดต้นทุนการสกัดกั้นภัยคุกคามทางอากาศได้อย่างมาก เนื่องจากไม่ต้องใช้กระสุนหรือจรวดที่มีราคาแพง แค่ใช้พลังงานไฟฟ้าฉายลำแสงโดยตรงไปยังเป้าหมาย เช่น โดรนหรือขีปนาวุธร่อน ทำให้สามารถยิงซ้ำได้หลายครั้งตราบใดที่ยังมีระบบระบายความร้อนและพลังงานเพียงพอ อย่างไรก็ดี ผมสังเกตว่าระบบอาวุธเลเซอร์ยังมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น การต้องรักษาลำแสงไว้บนเป้าหมายเป็นระยะเวลาหนึ่งซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพในสภาพอากาศที่ไม่ดี เช่น ฝน หมอก หรือควันที่อาจบดบังลำแสง รวมถึงความจำเป็นต้องติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับเป้าหมายอย่างแม่นยำเพื่อให้เลเซอร์เล็งถูกจุด การพัฒนา JLWS ของสหรัฐฯ จึงเป็นก้าวสำคัญที่นำเทคโนโลยีต้นแบบมาสู่สนามรบจริงโดยออกแบบในรูปแบบโมดูลตู้คอนเทนเนอร์ที่ติดตั้งได้ทั้งบนบกและเรือรบ ซึ่งเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งานจริงในสถานการณ์ต่างๆ ในมุมมองของผู้ติดตามเทคโนโลยีนี้ ความสำเร็จของโครงการ JLWS จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการป้องกันทางอากาศไปอย่างมาก โดยเฉพาะในยุคที่ภัยคุกคามจากโดรนและขีปนาวุธมีจำนวนและความซับซ้อนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยแบ่งเบาภาระของระบบจรวดสกัดกั้นราคาแพง ทำให้กองทัพสามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้จะไม่ใช่อาวุธวิเศษที่แก้ไขปัญหาทุกอย่าง แต่การผสานเลเซอร์เป็นระบบป้องกันหลายชั้นจะเพิ่มความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับหน่วยงานทางทหารและประชาชนได้มากขึ้นในอนาคต