เยอรมนีมีรายงานว่าออกเงินประมาณ 90 ล้านยูโร หรือราว 3,400 ล้านบาท เพื่อจัดหาโดรนโจมตีแบบ FPV รุ่น Shrike จำนวน 50,000 ลำ ให้กองทัพยูเครน นับเป็นหนึ่งในคำสั่งซื้อโดรนเพื่อช่วยยูเครนครั้งใหญ่ที่สุดที่เปิดเผยโดยรัฐบาลตะวันตก
โดรนผลิตโดย SkyFall บริษัทของยูเครน และติดตั้งซอฟต์แวร์จากบริษัท Auterion ซึ่งช่วยติดตามเป้าหมายเคลื่อนที่ในช่วงสุดท้ายของการบิน แม้การเชื่อมต่อกับผู้ควบคุมจะถูกรบกวนจากระบบสงครามอิเล็กทรอนิก ส์ก็ตาม
บริษัทระบุว่าเริ่มส่งมอบแล้วในเดือนกรกฎาคม 2026 และมีแผนส่งครบภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมของทั้งเยอรมนีและยูเครนยังไม่เปิดเผยรายละเอียดสัญญา โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงในการปฏิบัติการ
จุดสำคัญของดีลนี้คือ เยอรมนีไม่ได้เพียงซื้ออาวุธจากต่างประเทศแล้วส่งต่อ แต่เลือกนำเงินไปสั่งซื้อจากผู้ผลิตยูเครนโดยตรง ช่วยให้ยูเครนเพิ่มกำลังผลิต ลดเวลาขนส่ง และนำประสบการณ์จากสนามรบกลับไปปรับปรุงโดรนได้รวดเร็วขึ้น
นี่จึงเป็นอีกสัญญาณว่า ยุโรปกำลังเปลี่ยนจากแค่ “ส่งอาวุธสำเร็จรูป” ไปสู่การลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของยูเครนเอง
Sources: Reuters, Auterion, SkyFall, Janes
จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ติดตามข่าวสารด้านเทคโนโลยีทางการทหาร ผมมองว่าการที่เยอรมนีตัดสินใจลงทุนโดยตรงกับผู้ผลิตโดรนในยูเครน ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแนวทางความช่วยเหลือทางทหารให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่การจัดหาอาวุธพร้อมใช้ แต่ยังเป็นการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของยูเครนให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดรนโจมตี FPV รุ่น Shrike ที่เยอรมนีสั่งซื้อนี้ มีเทคโนโลยีการติดตามเป้าหมายที่ทันสมัยจนสามารถทำงานได้แม้ในสภาวะที่ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์รบกวนการสื่อสาร ซึ่งผมคิดว่าสิ่งนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการอย่างมาก เพราะสามารถยิงเป้าหมายที่เคลื่อนที่ได้แม่นยำและรวดเร็ว นอกจากนี้ การที่เยอรมนีลงทุนซื้อจากผู้ผลิตยูเครนโดยตรง ทำให้ยูเครนมีรายได้เข้ามาสนับสนุนการพัฒนาและยังสามารถส่งมอบอุปกรณ์ได้รวดเร็วกว่าการซื้อผ่านตัวแทนหรือจากประเทศอื่น เป็นการลดเวลาระหว่างการสั่งซื้อและการนำไปใช้ในสนามรบจริง ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับประเทศที่อยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ท้ายสุดนี้ เรื่องนี้ยังส่งสัญญาณสำคัญถึงการเปลี่ยนแปลงในยุโรป ที่เริ่มหันมาเน้นการพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในภูมิภาคตะวันออกยุโรปมากขึ้น ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป จะเป็นเรื่องที่ดีต่อความมั่นคงระยะยาวในภูมิภาค และแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีการทหารในระดับโดรนโจมตี FPV จะกลายเป็นยุทโธปกรณ์ที่สำคัญและได้รับการพัฒนาต่อเนื่องในอนาคต
