ดาวเทียม Sentinel-6 Michael Freilich ของภารกิจร่วม NASA และยุโรป ตรวจพบระลอกน้ำอุ่นขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Kelvin waves เคลื่อนจากมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันตก ไปยังชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้
น้ำที่อุ่นขึ้นจะขยายตัว ทำให้ระดับผิวน้ำทะเลสูงกว่าปกติ ดาวเทียมจึงสามารถใช้ความสูงของผิวน้ำติดตามความร้อนที่สะสมอยู่ทั้งบริเวณผิวน้ำและใต้มหาสมุทรได้
ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ระดับน้ำทะเลบริเวณใกล้ชายฝั่งเปรูสูงกว่าค่าเฉล ี่ยระยะยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ก่อนที่ NOAA จะประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2026 ว่าเอลนีโญได้เริ่มขึ้นแล้ว
เอลนีโญไม่ได้แปลว่าทุกประเทศจะเจอภัยพิบัติแบบเดียวกัน แต่สามารถเปลี่ยนตำแหน่งฝนและกระแสลม ทำให้บางพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งและอากาศร้อน ขณะที่บางพื้นที่อาจมีฝนตกหนักหรือน้ำท่วมมากขึ้น
ผลกระทบอาจลามไปถึงภาคเกษตร แหล่งน้ำ ประมง ราคาอาหาร และอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก แต่ความรุนแรงในแต่ละพื้นที่ยังขึ้นอยู่กับขนาดของเอลนีโญและปัจจัยสภาพอากาศอื่นร่วมด้วย
สรุปคือ นี่ไม่ใช่แค่ “สัญญาณเตือน” อีกต่อไป แต่เอลนีโญปี 2026 เริ่มขึ้นแล้ว และนักวิทยาศาสตร์กำลังจับตาว่าจะแรงแค่ไหน 🌡️
Sources: NASA Earth Observatory, NASA JPL, NOAA Climate Prediction Center
จากประสบการณ์ที่ติดตามข่าวสารสภาพอากาศและภาวะเอลนีโญมาระยะหนึ่ง ผมเห็นว่าสัญญาณจากดาวเทียม Sentinel-6 เรียกได้ว่าน่ากังวลและน่าติดตามอย่างมาก ความสูงของระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นประมาณ 15 เซนติเมตร บริเวณชายฝั่งเปรู แสดงว่าความร้อนกำลังสะสมมากในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบลมและฝนทั่วโลก และไม่ได้ส่งผลกระทบเหมือนกันทุกพื้นที่ คลื่น Kelvin waves ที่เคลื่อนจากตะวันตกไปตะวันออกนั้น ถือเป็นตัวบ่งชี้สำคัญของเอลนีโญ เนื่องจากน้ำอุ่นจะขยายตัวและทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น จากนั้นส่งผลต่อสภาพภูมิอากาศ เช่น ภัยแล้งในบางภูมิภาค ฝนตกหนักหรือน้ำท่วมในอีกบางพื้นที่ นอกจากนี้ ภาคเกษตรกรรมและแหล่งน้ำสำคัญยังได้รับผลกระทบตามมา และส่งต่อสู่เศรษฐกิจ เช่น ราคาสินค้าเกษตรและอาหารที่อาจเพิ่มสูงขึ้น จากการติดตามข้อมูลและวิเคราะห์ ผมคิดว่าการเตรียมตัวและติดตามประกาศของหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในปี 2026 นี้ เพราะความแรงของเอลนีโญแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน และปัจจัยอื่นๆ ในสภาพอากาศก็มีส่วนร่วมด้วย ความเข้าใจถึงสัญญาณล่วงหน้าจะช่วยให้เราเตรียมรับมือได้ดีขึ้น และบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้มากกว่าครั้งก่อนๆ สำหรับผู้ที่สนใจติดตามหลายแหล่งข่าวอย่าง NASA Earth Observatory, NASA JPL และ NOAA Climate Prediction Center ก็ช่วยให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่แม่นยำและน่าเชื่อถือมากขึ้น และเป็นประสบการณ์ที่คนทั่วไปเองก็สามารถเรียนรู้และเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบของเอลนีโญได้ดีขึ้นอีกด้วย
