🚀 สหรัฐฯ กำลังขยายกำลังผลิตขีปนาวุธและอาวุธนำวิถีครั้งใหญ่ หลังการสนับสนุนยูเครน ความขัดแย้งในหลายภูมิภาค และคำสั่งซื้อจากประเทศพันธมิตร ทำให้เห็นชัดว่าสายการผลิตเดิมเพิ่มอาวุธกลับเข้าสู่คลังได้ไม่เร็วพอ

ข้อมูลของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2022 รัฐบาลลงทุนอย่างน้อย 5.5 พันล้านดอลลาร์เพื่อเพิ่มกำลังผลิตในประเทศ โดยกำลังผลิต GMLRS เพิ่มจากประมาณ 10,000 เป็น 14,000 ลูกต่อปี ส่วนแท่นยิง HIMARS เพิ่มจาก 60 เป็น 96 ชุดต่อปี

🛡️ ฝั่งระบบป้องกันภัยทางอากาศ PAC-3 MSE เดิมเพิ่มจากราว 252 เป็นเกือบ 584 ลูกต่อปี ก่อนที่เดือนกรกฎาคม 2026 รัฐบาลสหรัฐฯ จะขยายสัญญากับ Lockheed Martin เป็นมูลค่าสูงสุด 58.62 พันล้านดอลลาร์ ครอบคลุม 7 ปี และตั้งเป้าเพิ่มกำลังผลิตเป็น 3 เท่าภายในสิ้นปี 2030

✈️ ขณะเดียวกัน สัญญาผลิตขีปนาวุธร่อน JASSM และขีปนาวุธต่อต้านเรือ LRASM มีมูลค่ารวมประมาณ 9.49 พันล้านดอลลาร์ ครอบคลุมการผลิตหลายล็อตสำหรับสหรัฐฯ และพันธมิตร

จุดสำคัญคือ การเร่งผลิตไม่ได้เกิดจากยูเครนเพียงเหตุผลเดียว แต่สะท้อนการเตรียมกำลังสำหรับการแข่งขันระยะยาว ความต้องการระบบป้องกันทางอากาศ และบทเรียนว่ามีอาวุธทันสมัยอย่างเดียวไม่พอ—โรงงานต้องผลิตทดแทนได้ทันด้วย

Sources: U.S. Department of Defense / Lockheed Martin / U.S. Defense Contracts

#deepkub #กองทัพสหรัฐ #Patriot #HIMARS #DefenseIndustry

5 วันที่แล้วแก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการเร่งเพิ่มกำลังผลิตขีปนาวุธและระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงการตอบสนองต่อความต้องการในสถานการณ์ยูเครนแล้ว ยังสื่อถึงการวางแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการแข่งขันทางเทคโนโลยีและด้านความมั่นคงระดับโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากประสบการณ์ส่วนตัวในการติดตามข่าวสารอุตสาหกรรมกลาโหม พบว่า การลงทุนในด้านนี้ไม่ได้เน้นแค่การพัฒนาอาวุธใหม่ๆ เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มความสามารถในการผลิตเพื่อรักษาความพร้อมใช้งานของคลังอาวุธอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นในยุคที่ความขัดแย้งอาจเกิดขึ้นได้หลายภูมิภาคพร้อมกัน ระบบขีปนาวุธ GMLRS และแท่นยิง HIMARS ที่เพิ่มจำนวนการผลิตได้สะท้อนความต้องการใช้งานที่สูงขึ้น รวมถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศ PAC-3 MSE ที่สหรัฐฯ ต้องการเพิ่มกำลังผลิตให้สูงขึ้นถึง 3 เท่าภายในปี 2030 เพื่อรองรับความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้นและขยายสัญญาการผลิตร่วมกับ Lockheed Martin เป็นมูลค่าสูงถึง 58.62 พันล้านดอลลาร์ อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจคือ สัญญาผลิตขีปนาวุธร่อน JASSM และขีปนาวุธต่อต้านเรือ LRASM ที่มีมูลค่ารวมถึง 9.49 พันล้านดอลลาร์ นอกจากจะผลิตให้กับสหรัฐฯ แล้วยังครอบคลุมถึงพันธมิตร ซึ่งสะท้อนถึงการสร้างเครือข่ายความมั่นคงระหว่างประเทศที่เหนียวแน่นมากขึ้น ในฐานะผู้ที่ติดตามข่าวสารด้านความมั่นคง ต้องยอมรับว่าสหรัฐฯ เริ่มตระหนักถึงบทเรียนสำคัญว่า แม้จะมีอาวุธทันสมัยระดับสูง แต่ถ้าการผลิตทดแทนไม่ทัน ก็อาจทำให้เกิดช่องว่างด้านความพร้อมในการใช้งาน ดังนั้น การเร่งสายการผลิตจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความได้เปรียบทางทหารและความมั่นคงของประเทศในระยะยาว สุดท้าย ความเข้าใจในแง่มุมนี้ช่วยให้เราเห็นภาพรวมของการวางยุทธศาสตร์และการบริหารจัดการด้านกลาโหมที่ซับซ้อนมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีและกำลังการผลิตต้องเดินคู่กันเพื่อให้พร้อมรับกับทุกสถานการณ์ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว