🤖✈️ AI ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องจำลอง เพราะมันเคยควบคุมเครื่องบิน F-16 ดัดแปลง เข้าดวลกับนักบินมนุษย์บนท้องฟ้าจริงมาแล้ว

DARPA และกองทัพอากาศสหรัฐฯ ใช้เครื่อง X-62A VISTA ซึ่งดัดแปลงจาก F-16D เป็นสนามทดสอบ AI ภายใต้โครงการ Air Combat Evolution หรือ ACE

ในปี 2023 เครื่องลำนี้เข้าร่วมการบินทดสอบ 21 เที่ยว โดย AI สามารถควบคุมเครื่อง บินหลบหลีก และปรับยุทธวิธีแบบเรียลไทม์ ระหว่างการจำลองต่อสู้ระยะประชิดกับ F-16 ที่นักบินมนุษย์ควบคุม

🔥 การทดสอบบางช่วง เครื่องบินทั้งสองเข้าใกล้กันประมาณ 2,000 ฟุต ด้วยความเร็วรวมสูงสุดราว 1,200 ไมล์ต่อชั่วโมง อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการทดสอบโดยไม่มีการยิงอาวุธจริง และ X-62A ยังมีนักบินนิรภัยสองคน ซึ่งสามารถยกเลิกการควบคุมของ AI ได้ทันที แต่ไม่จำเป็นต้องใช้สวิตช์ดังกล่าวระหว่างการดวล

เป้าหมายหลักของ ACE คือพัฒนา AI ที่มนุษย์ไว้วางใจและทำงานร่วมกันได้ เทคโนโลยีนี้จึงอาจต่อยอดสู่เครื่องบินรบไร้คนขับและแนวคิด Collaborative Combat Aircraft หรือ CCA แต่ X-62A เองเป็น “เครื่องบินทดสอบ” ไม่ใช่ loyal wingman รุ่นที่จะเข้าประจำการ

🚀 ล่าสุดเดือนกรกฎาคม 2026 สหรัฐฯ ขยายการทดลองสู่โครงการ VENOM โดยนำ F-16 ประจำการหลายลำมาดัดแปลงให้รองรับการควบคุมด้วย AI สะท้อนว่าเทคโนโลยีกำลังขยับจากเครื่องต้นแบบหนึ่งลำไปสู่ระบบทดสอบที่ใหญ่ขึ้น

ด้านการใช้อาวุธ นโยบายกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำหนดให้ระบบต้องเปิดทางให้ผู้บังคับบัญชาและผู้ควบคุมใช้ “ดุลยพินิจของมนุษย์ในระดับที่เหมาะสม” ไม่ได้หมายความว่า AI ได้รับสิทธิ์ตัดสินใจยิงเองอย่างเสรี

Sources: DARPA, U.S. Air Force, DoD

#deepkub #ปัญญาประดิษฐ์ #F16 #เทคโนโลยีกลาโหม #การบินทหาร

6 วันที่แล้วแก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการได้ติดตามโครงการพัฒนา AI บังคับเครื่องบินรบหาใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ผมเคยสงสัยว่าการที่ AI สามารถบินดวลกับนักบินมนุษย์และปรับยุทธวิธีได้แบบเรียลไทม์นั้นจะทำได้ยังไง? ประสบการณ์จากข่าวนี้ทำให้ผมนึกภาพออกว่า X-62A VISTA ที่ดัดแปลงจาก F-16D ไม่เพียงแต่เป็นเพียงแท่นทดสอบเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนสนามรบจริงที่ AI ต้องแสดงศักยภาพในการรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่างในอากาศ การเห็นว่า AI ประมวลผลและตัดสินใจควบคุมเครื่องบินหลบหลีกอย่างแม่นยำในระยะใกล้ถึงประมาณ 2,000 ฟุต ที่ความเร็ว 1,200 ไมล์ต่อชั่วโมง ทำให้ผมคิดว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยลดความเสี่ยงให้แก่ชีวิตนักบินมนุษย์ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับระบบ Collaborative Combat Aircraft (CCA) ที่อาจเป็นฝูงบินผสมระหว่างมนุษย์และเครื่องบินไร้คนขับ นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงการวางนโยบายอย่างรอบคอบของกระทรวงกลาโหมสหรัฐที่ยังคงให้ “ดุลยพินิจของมนุษย์ในระดับที่เหมาะสม” ยังคงมีบทบาทสำคัญเพื่อควบคุมการใช้อาวุธ นอกจากนี้โครงการ VENOM ที่จะขยายการทดลอง AI ให้กับเครื่อง F-16 ประจำการหลายลำตั้งแต่ปี 2026 แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องทดลอง แต่กำลังก้าวเข้าสู่ระบบรบจริงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผมรู้สึกว่าการพัฒนา AI สำหรับการบินทหารกำลังจะเป็นหมุดหมายสำคัญที่พลิกโฉมวงการอากาศยานและกลาโหมในอนาคตที่ใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็วจริงๆ