🇬🇧 อังกฤษเดินหน้าโครงการเรือดำน้ำยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ ด้วยงบลงทุนรอบใหม่ 8.4 พันล้านปอนด์ หรือประมาณ 3.6 แสนล้านบาท สำหรับระยะที่ 4 ของโครงการ Dreadnought

เงินก้อนนี้ไม่ใช่การสั่งเรือเพิ่ม แต่ใช้เดินหน้าการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธจำนวน 4 ลำ ได้แก่ Dreadnought, Valiant, Warspite และ King George VI เพื่อเข้ามาแทนเรือชั้น Vanguard ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน

⚙️ ในวงเงินทั้งหมด BAE Systems ได้รับสัญญา 5.9 พันล้านปอนด์ เพื่อเดินหน้าการสร้างเรือลำแรกและลำที่สอง รวมถึงผลิตและติดตั้งส่วนประกอบของอีกสองลำที่เหลือ โดย HMS Dreadnought มีกำหนดส่งมอบให้กองทัพเรืออังกฤษในช่วงต้นทศวรรษ 2030

งบประมาณยังไหลต่อไปยังซัพพลายเออร์ด้านเหล็กพิเศษ ระบบควบคุม อุปกรณ์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์ พร้อมสร้างบุคลากรเฉพาะทางที่อุตสาหกรรมเรือดำน้ำนิวเคลียร์ขาดไม่ได้

👷 ปัจจุบันโครงการ Dreadnought สนับสนุนงานประมาณ 30,000 ตำแหน่ง ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ด้านกลาโหมของอังกฤษทั้งระบบคาดว่าจะต้องใช้แรงงานราว 65,000 คนภายในปี 2030 และมีเป้าหมายสนับสนุนการฝึกงาน 22,000 ตำแหน่งภายในปี 2035

เรือทั้งสี่ลำจะใช้ขีปนาวุธ Trident II D5 และสานต่อภารกิจ Continuous At-Sea Deterrent หรือการมีเรือดำน้ำติดอาวุธนิวเคลียร์ออกลาดตระเวนในทะเลตลอดเวลา

📌 ตัวโครงการไม่ได้รวมการสร้างขีปนาวุธ Trident รุ่นใหม่หรือหัวรบนิวเคลียร์ทดแทน ซึ่งเป็นโครงการแยกกัน แต่ทั้งหมดเชื่อมโยงกันเพื่อรักษาศักยภาพการยับยั้งของอังกฤษไปถึงช่วงครึ่งหลังของศตวรรษนี้

Sources: UK Government · BAE Systems · UK Parliament

#deepkub #Dreadnought #เรือดำน้ำ #กองทัพเรืออังกฤษ #เทคโนโลยีการทหาร

13 ชั่วโมงที่แล้วแก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมโครงการ Dreadnought ถือเป็นหนึ่งในความพยายามของกองทัพเรืออังกฤษในการเสริมศักยภาพการป้องกันประเทศระยะยาว ผ่านการใช้เทคโนโลยีเรือดำน้ำนิวเคลียร์ที่ทันสมัยและขีปนาวุธ Trident II D5 ที่มีความแม่นยำสูงและศักยภาพในการยับยั้งภัยคุกคามอย่างต่อเนื่อง (Continuous At-Sea Deterrent) จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ติดตามข่าวสารด้านเทคโนโลยีการทหาร พบว่าโครงการนี้ไม่เพียงแต่สร้างเรือดำน้ำใหม่ แต่ยังส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ งานเหล็กพิเศษ ระบบควบคุม และเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ อีกทั้งยังช่วยสร้างงานประมาณ 30,000 ตำแหน่งในปัจจุบัน และมีแผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์กว่า 22,000 คนในปี 2035 ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของการลงทุนในบุคลากรเฉพาะด้านที่เป็นหัวใจของความสำเร็จโครงการนี้ นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีการผลิตและระบบอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ล้ำสมัย ยังช่วยเพิ่มศักยภาพให้แก่อุตสาหกรรมทหารของอังกฤษโดยรวม ในฐานะผู้ชมและติดตามวงการนี้ ผมมองว่าการรักษาขีดความสามารถในการยับยั้งทางนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่องถือเป็นกุญแจสำคัญของความมั่นคงในภูมิภาคและระดับโลก หากพูดถึงการสนับสนุนจากบริษัท BAE Systems ที่ได้รับสัญญาสร้างเรือแรกและลำที่สองพร้อมติดตั้งส่วนประกอบให้กับลำสุดท้าย ก็แสดงถึงการร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้โครงการขยายตัวอย่างยั่งยืนและทันต่อแผนการส่งมอบเรือในปี 2030 ท้ายที่สุด โครงการ Dreadnought ยังไม่ได้รวมถึงการพัฒนาขีปนาวุธรุ่นใหม่หรือหัวรบนิวเคลียร์ทดแทนที่ดำเนินแยกต่างหาก แต่ทั้งสองโครงการมีเป้าหมายเดียวกันคือความมั่นคงและการป้องกันประเทศในระยะยาว ผมจึงเห็นว่าเป็นโครงการที่มีความครบถ้วนและสำคัญอย่างมากสำหรับอนาคตของกองทัพเรืออังกฤษและภูมิภาค