“ทักษิณ” ถอดสูทพับแขนเสื้อ เข้ารถคุมขังส่งเรือนจำ ย้ำกรมราชทัณฑ์ดูแลตามขั้นตอน ไม่พิเศษ

วันนี้ (9 ก.ย. 68) หลังฟังคำพิพากษาจำคุก 1 ปี นายทักษิณ ชินวัตร ถอดสูทและเนคไท พับแขนเสื้อขึ้นรถตู้ควบคุมผู้ต้องหาของกรมราชทัณฑ์ โดยมีนายมานพ ชมชื่น ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ รับตัวไปคุมขัง มีขบวนรถครอบครัวแพทองธารติดตามถึงหน้าเรือนจำ นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ยืนยันปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่มีการดูแลพิเศษหรือ VVIP ทุกขั้นตอนเป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งการทำประวัติ กักตัว และการพิจารณาเข้าเรือนจำ

#ข่าวtiktok #ทักษิณชินวัตร #กระทรวงยุติธรรม #อดีตนายกรัฐมนตรี #คดีชั้น14

2025/9/15 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในกรณีของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรที่เข้าคุมขังในเรือนจำเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 นั้น มีความสำคัญที่หลายฝ่ายติดตามอย่างใกล้ชิด โดยกรมราชทัณฑ์ได้เน้นย้ำว่าการดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบมาตรฐาน ไม่ได้มีการให้สิทธิพิเศษหรือการดูแลแบบ VVIP ใด ๆ ผู้ต้องขังทุกคนจะได้รับการดำเนินการเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำประวัติ การกักตัวเพื่อป้องกันโรค รวมถึงการเข้าสู่เรือนจำขั้นต้น ซึ่งสร้างความมั่นใจให้กับสาธารณชนในเรื่องความเป็นธรรมและความโปร่งใสของระบบราชทัณฑ์ การปฏิบัติตามขั้นตอนมาตรฐานนี้ยังสะท้อนถึงโครงสร้างระบบราชทัณฑ์ของไทยที่มุ่งเน้นความเสมอภาคในการดูแลผู้ต้องขัง โดยในส่วนของการนำตัวเข้าคุกและการจัดการผู้ต้องขัง องค์กรที่รับผิดชอบจะต้องประเมินสภาพจิตใจและความปลอดภัยอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ต้องขังจะได้รับการดูแลที่เหมาะสมและไม่เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น อีกทั้งการถอดสูทพับแขนเสื้อก่อนขึ้นรถควบคุมก็เป็นการปฏิบัติตามระเบียบความปลอดภัยที่เคร่งครัดและเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเรียบร้อยและความเป็นธรรมในกระบวนการนี้ ซึ่งไม่มีความแตกต่างจากผู้ต้องขังทั่วไปแต่อย่างใด สำหรับการติดตามของครอบครัวและผู้เกี่ยวข้องก็ได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายหรือผลกระทบต่อการบริหารจัดการในเรือนจำ ทั้งนี้การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใสในขั้นตอนดังกล่าวช่วยให้สังคมได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและลดความคลาดเคลื่อนในข่าวสารที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยรวมแล้ว กรณีของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณในครั้งนี้ จะเป็นตัวอย่างสำคัญของการบริหารจัดการในเรือนจำที่เน้นความถูกต้องตามกฎหมายและมาตรฐานเดียวกันกับผู้ต้องขังทุกคน เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมไทยอย่างแท้จริง