ทรัมป์จ่อลงนามเปลี่ยนชื่อ “กระทรวงกลาโหม” เป็น “กระทรวงสงคราม”
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร 5 ก.ย. เปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหม (Department of Defense) เป็นกระทรวงสงคราม (Department of War) โดยอนุญาตให้รัฐมนตรีพีท เฮกเซธ และเจ้าหน้าที่ใช้ชื่อตำแหน่งใหม่ทันที แม้จะต้องใช้งบประมาณมหาศาลเปลี่ยนป้ายและเอกสารต่าง ๆ เชื่อพรรครีพับลิกันที่ครองเสียงข้างมากจะไม่ขัดขวาง ขณะที่ทรัมป์ชี้คำว่า “กลาโหม” ดูตั้งรับเกินไป ต้องการให้สะท้อนท่าทีเชิงรุกของสหรัฐ
#ข่าวtiktok #ข่าวต่างประเทศ #กระทรวงสงคราม #กระทรวงกลาโหม #ข่าวทหาร
การเปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหมเป็นกระทรวงสงครามโดยโดนัลด์ ทรัมป์นั้น ถือเป็นการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ที่มีนัยสำคัญอย่างมากในการเปลี่ยนท่าทีและยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาในเวทีโลก จากอดีตที่ใช้ชื่อ "กระทรวงกลาโหม" (Department of Defense) ซึ่งสะท้อนบทบาทการป้องกันประเทศเป็นหลัก การเลือกเปลี่ยนเป็น "กระทรวงสงคราม" (Department of War) นั้น แสดงให้เห็นถึงท่าทีที่ต้องการเน้นย้ำเรื่องการปฏิบัติการเชิงรุกมากขึ้น ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ซับซ้อนทางการเมืองทั้งในและต่างประเทศ และเป็นการตอบสนองต่อสถานการณ์ภัยคุกคามที่เพิ่มสูงขึ้น ด้วยการประกาศนี้ รัฐมนตรีพีท เฮกเซธและเจ้าหน้าที่จะเริ่มใช้ชื่อตำแหน่งใหม่ทันที แม้ว่าจะต้องใช้ค่าใช้จ่ายมหาศาลในการเปลี่ยนแปลงป้ายชื่อเอกสารราชการและระบบราชการอื่น ๆ ก็ตาม ตรงนี้สะท้อนได้ถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลว่าต้องการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์และแนวทางการบริหารด้านความมั่นคงอย่างจริงจัง นอกจากนี้ การเปลี่ยนชื่อกระทรวงนี้ยังเป็นสัญญาณที่แสดงถึงความเข้มแข็งและพร้อมเผชิญกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงในยุคใหม่ เช่น ภัยคุกคามทางไซเบอร์, การก่อการร้าย, และสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างชาติที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ความชัดเจนในชื่อกระทรวงยังสามารถช่วยเสริมศักยภาพในด้านความร่วมมือกับชาติพันธมิตร และเพิ่มความน่าเชื่อถือในภูมิภาคและเวทีโลก อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ก็ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายต่าง ๆ ที่มองว่าการเปลี่ยนชื่อจาก "กลาโหม" ไปเป็น "สงคราม" อาจจะส่งผลให้ภาพลักษณ์ของสหรัฐดูเหมือนเตรียมพร้อมสำหรับความขัดแย้งทางทหารแทนที่จะมุ่งเน้นการป้องกันและสร้างสันติภาพ ซึ่งอาจจะส่งผลทางการทูตและทางเศรษฐกิจได้ในระยะยาว ในภาพรวม การเปลี่ยนแปลงชื่อกระทรวงครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนแปลงชื่อให้ดูใหม่ แต่เป็นสัญลักษณ์ของแนวทางและยุทธศาสตร์ใหม่ที่ทรัมป์ต้องการนำเสนอในการบริหารประเทศและบทบาทของสหรัฐในเวทีโลกต่อไป





