ไทยเปิดทางผู้หนีภัยเมียนมาทำงานถูกกฎหมายครั้งแรกในรอบ 41 ปี
นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เผยว่ารัฐบาลประกาศมาตรการสำคัญ อนุญาตให้ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาที่อยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวในไทยมากว่า 41 ปี สามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมายเป็นครั้งแรก โดยประกาศกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงแรงงานจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2568 มาตรการนี้ช่วยให้ผู้หนีภัยมีสิทธิมนุษยชนขั้นพื ้นฐาน สามารถพึ่งพาตนเอง ลดปัญหาลักลอบทำงานและสร้างความมั่นคงในประเทศ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิต ขณะที่ UNHCR ชื่นชมไทยว่านี่คือก้าวสำคัญด้านมนุษยธรรมและการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ ที่สะท้อนบทบาทไทยในเวทีโลกในฐานะประเทศที่ให้ที่พักพิงผู้หนีภัยมายาวนาน
#ข่าวtiktok #กระทรวงมหาดไทย #ผู้หนีภัยจากเมียนมา #ข่าวเมียนมา #แรงงานต่างด้าว
มาตรการเปิดทางให้ผู้หนีภัยจากเมียนมาในศูนย์พักพิงชั่วคราวสามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมายครั้งแรกในรอบ 41 ปีนี้ เป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความยึดมั่นในหลักมนุษยธรรมของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยอมรับสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ในการมีงานทำและมีรายได้เลี้ยงตนเอง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการลักลอบทำงานอย่างผิดกฎหมายที่ส่งผลกระทบในแง่ลบต่อเศรษฐกิจและสังคมภายในประเทศ มาตรการนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 และถือเป็นการประสานความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงแรงงาน ซึ่งช่วยสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนให้กับทั้งผู้หนีภัยและชุมชนท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีผลดีเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีโลกในฐานะประเทศที่ให้ความช่วยเหลือและที่พักพิงผู้หนีภัยอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน องค์การสหประชาชาติสำหรับผู้ลี้ภัย (UNHCR) ได้แสดงความชื่นชมในมาตรการนี้ เนื่องจากเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่ช่วยส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมถึงสร้างโอกาสให้ผู้หนีภัยสามารถพึ่งพาตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากภายนอกอย่างเดียว ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของผู้หนีภัยในระยะยาว นอกจากนี้ การอนุญาตให้ผู้หนีภัยเหล่านี้ทำงานอย่างถูกกฎหมาย ยังช่วยป้องกันการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งอาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนและปัญหาสังคมต่างๆ ด้วยเหตุนี้มาตรการดังกล่าวจึงถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมและยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวและการลักลอบทำงานในประเทศ สุดท้าย การเปิดโอกาสให้ผู้หนีภัยทำงานสามารถสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้หนีภัยและประเทศเจ้าภาพไปพร้อมกัน โดยเป็นตัวอย่างของการบริหารจัดการด้านมนุษยธรรมและการลงทุนทางยุทธศาสตร์ที่ส่งผลดีทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ
