สธ.เผย รพ.สต.ชายแดนไทย–กัมพูชา เปิดครบแล้ว 149 แห่ง คัดกรองจิตใจต่อเนื่อง

นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข อัปเดตสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา วันนี้ (15 ส.ค. 68) เวลา 10.00 น. ผู้ได้รับผลกระทบคงที่ 56 คน เสียชีวิต 17 คน บาดเจ็บ 39 คน ยังรักษาอาการสาหัส 3 คน โรงพยาบาลได้รับผลกระทบ 20 แห่ง เปิดบริการปกติแล้ว 19 แห่ง เหลือ รพ.พนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.สุรินทร์ เปิดเฉพาะฉุกเฉิน ขณะที่ รพ.สต. 149 แห่ง กลับมาเปิดครบทั้งหมดแล้ว แม้ประชาชนกลับไปใช้ชีวิตปกติ แต่ สธ.ยังติดตามสุขภาพจิตต่อเนื่อง ล่าสุดคัดกรองเพิ่ม 67 ราย รวมคัดกรองแล้ว 86,854 ราย พบเครียดสูง 4,537 ราย ทุกคนได้รับการดูแลแล้ว

#ข่าวtiktok #กระทรวงสาธารณสุข #ชายแดนไทยกัมพูชา #ข่าวสุขภาพ #โรงพยาบาลชายแดน

2025/9/15 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมสถานการณ์ที่ชายแดนไทย–กัมพูชาได้รับผลกระทบในครั้งนี้ ทำให้เกิดความวิตกกังวลและความเครียดในกลุ่มประชาชนอย่างมาก กระทรวงสาธารณสุขจึงให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตควบคู่ไปกับการให้บริการทางการแพทย์ทั่วไป แม้ว่าโรงพยาบาลจะกลับมาเปิดให้บริการเต็มรูปแบบแล้วก็ตาม การดำเนินการคัดกรองสุขภาพจิตนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถฟื้นฟูสภาพจิตใจและกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติอย่างมั่นคง จากการตรวจสอบล่าสุด มีผู้ที่ถูกคัดกรองจิตใจเพิ่มเป็น 67 ราย ทำให้จำนวนรวมเป็น 86,854 ราย ซึ่งตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่าการดูแลสุขภาพจิตในพื้นที่ชายแดนเป็นภารกิจใหญ่และต้องได้รับการต่อยอดอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบซึมเศร้าหรือเกิดภาวะเครียดเรื้อรัง ข้อมูลพบว่าจำนวนผู้มีภาวะเครียดสูงอยู่ที่ 4,537 ราย ทุกคนได้รับการดูแลทั้งการให้คำปรึกษา การบำบัด และการติดตามผลอย่างใกล้ชิด โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่เปิดให้บริการครบ 149 แห่งในพื้นที่ชายแดนนี้ ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวกรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะในด้านสุขภาพจิตและจิตเวช การมีระบบสนับสนุนให้คำปรึกษาและการช่วยเหลือที่เข้มแข็งในระดับชุมชนจะช่วยลดภาระจากโรงพยาบาลขนาดใหญ่และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ยังคงมีโรงพยาบาลหนึ่งแห่งคือ โรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.สุรินทร์ ที่ยังเปิดให้บริการเฉพาะกรณีฉุกเฉิน ซึ่งรัฐและกระทรวงสาธารณสุขมีแผนฟื้นฟูและส่งเสริมการทำงานของโรงพยาบาลนี้ในระยะต่อไป เพื่อให้การรักษาพยาบาลในพื้นที่ได้รับความเหมาะสมและครบถ้วน สรุปได้ว่าการติดตามสุขภาพจิตผู้ได้รับผลกระทบและการเปิดบริการของโรงพยาบาลในพื้นที่ชายแดน ถือเป็นมาตรการสำคัญในการช่วยกู้คืนความมั่นคงให้กับชุมชน การผสมผสานระหว่างการรักษาทางการแพทย์และการสนับสนุนสุขภาพจิตจะช่วยให้ประชาชนสามารถกลับไปดำเนินชีวิตปกติได้ และถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับการรับมือกับเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตในชุมชนในอนาคต