“มาริษ” ควงทูต 33 ประเทศ ลงศรีสะเกษ ชี้กัมพูชาฝังทุ่นระเบิดใหม่ ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พาคณะทูตจาก 33 ประเทศ และ 2 องค์การระหว่างประเทศ รวม 36 คน ลงพื้นที่อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ รับฟังบรรยายสถานการณ์ชายแดน โดยมีชาวบ้านพิการจากทุ่นระเบิดร่วมให้ข้อมูล นายมาริษชี้หลักฐานชัดเจนว่ากัมพูชาจงใจละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ใช้ทุ่นระเบิดใหม่ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บพิการ 5 ราย พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกประณามและกดดันกัมพูชาให้ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด นายมาริษย้ำว่าไทยไม่รอฝ่ายกัมพูชาอีกต่อไป และจะเดินหน้ากู้เองเพื่อความปลอดภัยของประชาชนชายแดนกว่า 780,000 คน

#ข่าวtiktok #ชายแดนไทยกัมพูชา #กระทรวงการต่างประเทศ #ทูตออตตาวา #ข่าวชายแดน

2025/9/15 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาการฝังทุ่นระเบิดใหม่กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่มีการตั้งถิ่นฐานของประชาชนจำนวนมาก รวมถึงเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในชายแดน ทำให้การรณรงค์เพื่อหยุดยั้งการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา หรือ Ottawa Treaty ซึ่งเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการห้ามใช้และเก็บกู้ทุ่นระเบิดกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนมากขึ้น การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยพาคณะทูตจาก 33 ประเทศและ 2 องค์การระหว่างประเทศ ลงพื้นที่อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ถือเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าไทยต้องการให้ประชาคมโลกรับรู้ถึงสถานการณ์ทุ่นระเบิดในชายแดน รวมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันกดดันกัมพูชาให้ปฏิบัติตามอนุสัญญานี้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ยังตกค้างอยู่ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและความสูญเสียในอนาคต ข้อมูลจากชาวบ้านผู้พิการจากทุ่นระเบิดที่ให้ข้อมูลในครั้งนี้ ยังสะท้อนถึงผลกระทบที่แท้จริงจากเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บและพิการถึง 5 รายเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนชายแดนที่มีจำนวนกว่า 780,000 คน ความพยายามในการทำให้พื้นที่ปลอดภัยจากทุ่นระเบิดจึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วน ไม่น่าแปลกใจที่ไทยจะประกาศไม่รอฝ่ายกัมพูชาและจะเดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดเองเพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ การรวมตัวของทูตจากหลายประเทศสะท้อนถึงความสนใจและการสนับสนุนของนานาชาติในประเด็นนี้ รวมทั้งเป็นการสร้างแรงกดดันทางการทูตต่อกัมพูชาให้เคารพและปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวาอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาอย่างยั่งยืน สถานการณ์นี้ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงและมนุษยธรรม โดยเฉพาะเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและดูแลผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และนานาชาติ เพื่อบรรลุเป้าหมายการสร้างพื้นที่ปลอดภัยและส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้กับผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณชายแดนอย่างแท้จริง