ศธ. เตรียมดันวิชาประวัติศาสตร์–หน้าที่พลเมือง เป็นวิชาสอบเข้า ม.1 และ ม.4

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เผยว่า ศธ.ได้รับข้อเสนอจากผู้ใหญ่ให้ยกระดับการเรียนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง โดยมอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปรับหลักสูตรและตำราให้เข้มข้นขึ้น และให้ความสำคัญเทียบเท่าวิชาหลักอย่าง วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ พร้อมมีแนวคิดกำหนดให้วิชานี้เป็นวิชาสอบเข้า ไม่ใช่แค่สอบวัดผลปลายภาค แต่เป็นเกณฑ์ใช้สอบต่อในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 และมัธยมศึกษาปีที่ 4 เพื่อปลูกฝังเด็กและเยาวชนให้เห็นคุณค่าประวัติศาสตร์ชาติไทยและตระหนักถึงหน้าที่พลเมือง อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่วนกรอบเวลาเริ่มใช้จริง จะหารือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานอีกครั้ง เพื่อประเมินความพร้อมของแต่ละโรงเรียนก่อนเดินหน้า

#ข่าวtiktok #กระทรวงศึกษาธิการ #ข่าวการศึกษา #ข่าวนักเรียน #วิชาประวัติศาสตร์

2025/9/15 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในยุคที่สังคมไทยให้ความสำคัญกับการสร้างเยาวชนที่มีความรู้ความเข้าใจในประวัติศาสตร์ชาติและหน้าที่พลเมืองมากขึ้น การที่กระทรวงศึกษาธิการเตรียมยกระดับวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองให้เป็นวิชาสอบเข้า ม.1 และ ม.4 ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยปลูกฝังความรู้แนวคิดและคุณค่าต่าง ๆ แก่เด็กนักเรียนตั้งแต่ต้นระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยผ่านการปรับหลักสูตรและตำราที่เข้มข้นขึ้นในด้านเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ชาติไทยตามบริบทปัจจุบัน พร้อมเน้นการส่งเสริมความตระหนักถึงหน้าที่พลเมืองซึ่งมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งจะช่วยให้เยาวชนสามารถรับรู้ความสำคัญของบทบาทตนเองในสังคม อย่างเช่น ความรู้เรื่องกฎหมาย สิทธิและหน้าที่ของพลเมือง รวมถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและประเทศชาติ การที่วิชานี้จะถูกกำหนดเป็นวิชาสอบเข้าไม่ใช่เพียงแค่การสอบปลายภาคธรรมดา แต่เป็นเกณฑ์สำคัญสำหรับการเข้าเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 นั้น ยังช่วยสร้างแรงกระตุ้นให้เด็กนักเรียนได้ตั้งใจเรียนและเห็นคุณค่าของวิชาอย่างจริงจังมากขึ้น รวมถึงส่งผลให้ครูผู้สอนและระบบการศึกษาโดยรวม มีการพัฒนาวิธีการสอนที่เหมาะสมเพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน สำหรับกรอบเวลาในการเริ่มใช้มาตรการนี้จริงนั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจะจัดการประชุมหารือร่วมกับโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อวางแผนเตรียมความพร้อมตั้งแต่ด้านบุคลากร สื่อการเรียนการสอน และการประเมินผล ก่อนจะประกาศใช้อย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงความหลากหลายของบริบทโรงเรียนทั่วประเทศเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ท้ายที่สุดแล้ว นโยบายนี้คาดหวังว่าจะช่วยให้เด็กและเยาวชนไทยมีความรู้และความตระหนักในประวัติศาสตร์ชาติและหน้าที่พลเมืองอย่างลึกซึ้ง สามารถนำไปใช้พัฒนาตนเองและส่วนรวมได้อย่างยั่งยืนในอนาคต