รมว.มาริษ โทรตรงถึงเลขาฯ UN-รมว.กต.ญี่ปุ่น กดดันกัมพูชาละเมิดอนุสัญญาออตตาวา

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีต่างประเทศ โทรศัพท์หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น ขอใช้กลไกอนุสัญญาออตตาวาไต่สวนกัมพูชาหลังทหารไทย 7 นายเหยียบทุ่นระเบิดที่ช่องจุบตะโมก จ.สุรินทร์ พร้อมประสานมาเลเซียและสิงคโปร์กดดันให้กัมพูชาร่วมเก็บกู้ทุ่น นายมาริษเผยได้แจ้งเลขาธิการสหประชาชาติถึงพฤติกรรมไม่จริงใจของกัมพูชาหลายครั้งแล้ว ส่วนกรณีกัมพูชาฟ้อง UNSC กล่าวหาว่าไทยละเมิดอธิปไตย นายมาริษย้ำไม่มีหลักฐานชัด ขณะที่ฝ่ายไทยมีข้อมูลยืนยันการวางทุ่นและยั่วยุ แต่ UNSC ไม่ได้นำเรื่องเข้าประชุม

#ข่าวtiktok #กระทรวงการต่างประเทศ #ชายแดนไทยกัมพูชา #สหประชาชาติ #ทหารไทย

2025/9/15 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมเหตุการณ์ล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับการโทรประสานระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศไทยกับเลขาธิการสหประชาชาติและรัฐมนตรีต่างประเทศของญี่ปุ่น เพื่อกดดันให้กัมพูชารับผิดชอบต่อการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา เกิดขึ้นหลังมีทหารไทย 7 นายที่ช่องจุบตะโมก จังหวัดสุรินทร์ ได้เหยียบทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา อนุสัญญาออตตาวา หรือที่เรียกว่าข้อตกลงห้ามใช้และกวาดล้างทุ่นระเบิด เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่กําหนดให้ประเทศภาคีมีหน้าที่ในการกำจัดและไม่ใช้ทุ่นระเบิดในการจุดขัดแย้งทางอาวุธ ซึ่งการที่กัมพูชายังมีทุ่นระเบิดเหล่านี้ในเขตแดนและไม่ร่วมมือในการดำเนินการเก็บกู้ทุ่น ถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาดังกล่าว ในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่ประเทศไทยติดต่อประสานงานกับญี่ปุ่นและมาเลเซีย สิงคโปร์ เพื่อสร้างแรงกดดัน เป็นการใช้กลไกทางการทูตร่วมกันในการจัดการข้อพิพาทและเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีต่างประเทศไทยก็ได้แจ้งเลขาธิการสหประชาชาติหลายครั้งถึงพฤติกรรมไม่จริงใจของกัมพูชาในประเด็นนี้ ในส่วนของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ยังไม่มีการประชุมในประเด็นนี้ถึงแม้ว่ากัมพูชาจะยื่นฟ้องกล่าวหาไทยละเมิดอธิปไตยก็ตาม เพราะฝ่ายไทยมีหลักฐานข้อมูลสนับสนุนการวางทุ่นและการยั่วยุที่ชัดเจน นี่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนทางการเมืองระหว่างประเทศและความไม่แน่นอนของกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศ เรื่องนี้จึงมีความสำคัญต่อความมั่นคงชายแดนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งการใช้กลไกอนุสัญญาออตตาวาและการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้การจัดการปัญหาทุ่นระเบิดตามชายแดนมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นต่อกำลังพลและประชาชนในพื้นที่