กองทัพไทยประณามกัมพูชาใช้ทุ่นระเบิดซ้ำซาก ชี้เป็นอาชญากรรมสงคราม
กองทัพไทยออกโรงประณามกัมพูชา หลังพบยังใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งที่เข้าร่วมอนุสัญญาออตตาวามาตั้งแต่ปี 2542 เหตุล่าสุด 9 ส.ค. 2568 กำลังพลร้อย ร.111 ลาดตระเวนพื้นที่บ้านโดนเอาว์–บ้านกฤษณา จ.ศรีสะเกษ เหยียบทุ่นระเบิด เจ็บ 3 นาย หลักฐานชี้เป็นการวางใหม่ แม้กัมพูชารับเงินสนับสนุนจากนานาชาติหลายประเทศเพื่อเก็บกู้ แต่กล ับยังใช้งานอยู่ ภาพจาก 31 ก.ค. และ 4 ส.ค. 68 ยืนยันการครอบครองและใช้จริง ไทยย้ำเป็นการกระทำไร้เกียรติของทหาร เป็น “อาชญากรสงคราม” ที่ส่งผลร้ายต่อทั้งทหารและประชาชนในพื้นที่
#ข่าวtiktok #กระทรวงกลาโหม #ชายแดนไทยกัมพูชา #อาชญากรรมสงคราม #ข่าวกัมพูชา
การใช้ทุ่นระเบิด PMN-2 ตามชายแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็นปัญหาความมั่นคงที่สร้างความเสียหายอย่างหนักหน่วงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งทุ่นระเบิดประเภทนี้จัดเป็นทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล (Anti-Personnel Mine) ที่มีอันตรายสูงและก่อให้เกิดบาดเจ็บล้มตายอย่างรุนแรงหากได้รับการระเบิดโดยไม่ตั้งใจ เสียหายเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้ว่าอนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Treaty) ได้ห้ามการใช้และพัฒนาทุ่นระเบิดประเภทนี้อย่างไรก็ตาม กัมพูชายังมีการครอบครองและใช้ทุ่นระเบิดต่อเนื่อง แม้ได้รับเงินสนับสนุนจากนานาชาติสำหรับการเก็บกู้และทำลายทุ่นเหล่านี้ ความจริงที่เกิดขึ้นนั้นไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบทันทีต่อทหารไทยที่ลาดตระเวนชายแดนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อชุมชนบริเวณชายแดนที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่อชีวิตและความปลอดภัยในชีวิตประจำวันด้วย ประชาชนในพื้นที่ต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวง หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง และยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว กองทัพไทยได้ออกมาเรียกร้องให้กัมพูชาปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวาอย่างเคร่งครัด รวมถึงหน่วยงานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องควรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและสนับสนุนการกำจัดทุ่นระเบิดอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุก่ออาชญากรรมสงครามซ้ำซ้อน และลดความสูญเสียของชีวิตและทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง อีกประการหนึ่งที่น่าสนใจคือข้อกล่าวหาว่ากัมพูชาใช้กองทุนจากต่างประเทศสำหรับการเก็บกู้นั้น อาจกำลังถูกใช้เพื่อหลอกลวงในบางมาตรการ เนื่องจากยังพบว่าทุ่นระเบิดถูกนำมาใช้ก่อเหตุอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเพิ่มความโปร่งใสและการตรวจสอบการใช้เงินสนับสนุนดังกล่าวในระดับสากล ในภาพรวม การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา นอกจากต้องใช้มาตรการทางทหารและการเมืองที่เข้มแข็งแล้ว ยังต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันและฟื้นฟูสภาพความปลอดภัยในชีวิตและชุมชน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและลดความเสี่ยงภัยในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน
















