ทหารเขมร ไม่ยอมหยุดยิง เสียงปืน-ระเบิด ดังที่ภูมะเขือ-ซำแต-ปราสาทตาควาย หลังเดทไลน์หยุดยิง จนถึงตี 5 ครึ่ง
พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากหน่วยในพื้นที่ กองกำลังสุรนารี ถึงสถานการณ์เมื่อคืน ช่วงกลางดึกที่ผ่านมา หลังจากมีการหยุดยิงในเวลา 00.00 น. (28 ก.ค. 68) แล้ว พบว่า ในพื้นที่ภูมะเขือ ได้มีการถูกก่อกวนโดยฝ่ายทหารกัมพูชา และมีการยิงปะทะตอบโต้จากทั้งสองฝ่าย จนถึงเช้า
ส่วนในพื้นที่ซำแต ยังมีการยิงปะทะกันเกิดขึ้น จนถึงเวลา 05.30 น. วันนี้ (29 ก.ค. 68) เนื่องจากทหารเขมร ยังไม่ยอมหยุด และยังมีรายงานว่า มีเสียงระเบิดดังขึ้นตอนตี 3 และตี 5 ที่ปราสาทตาควาย
ส่วนการนัดหารือในระดับ RBC เช้านี้ มีรายงานว่า เลื่อนจากเวลา 07.00 น. เป็น 10.00 น. ที่ช่องจอม สุรินทร์ โดย พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 และ พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 นัดหารือ พลโท โปว เฮง ผบ.ภูมิภาคที่ 4 และ พลเอก แอกซอมโอน ผบ.ภูมิภาคที่ 5 เนื่องจากต้องมีการเข้าพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์หน้าแนว เพื่อนำไปหารือกัน
#ข่าวtiktok #ชายแดนไทยกัมพูชา #ทหารไทย #กระทรวงกลาโหม #กองทัพบก
สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่ภูมะเขือ ซำแต และปราสาทตาควาย ยังตึงเครียดอย่างต่อเนื่องหลังจากที่ทหารกัมพูชาไม่ยอมหยุดยิงแม้ว่าจะมีประกาศเดทไลน์หยุดยิงอย่างเป็นทางการในเวลา 00.00 น. ของวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 เสียงปืนและระเบิดยังคงได้ยินอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงเช้าของวันที่ 29 กรกฎาคม โดยเฉพาะที่ปราสาทตาควายมีเสียงระเบิดดังขึ้นในช่วงตี 3 และตี 5 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นคงและความตึงเครียดที่ยังไม่คลี่คลาย หน่วยงานทหารไทยในพื้นที่ โดยเฉพาะกองกำลังสุรนารี ได้รายงานสถานการณ์และตอบโต้การก่อกวนจากฝ่ายทหารกัมพูชาอย่างรอบคอบ เพื่อปกป้องความปลอดภัยของชาวบ้านชายแดนและรักษาอธิปไตยของประเทศ การปรับเลื่อนเวลาการหารือในระดับ RBC จากเวลา 07.00 น. เป็น 10.00 น. ที่ช่องจอม สุรินทร์ คาดว่าเป็นการให้เวลาผู้บังคับบัญชาเข้าตรวจสอบสถานการณ์จริง ณ แนวหน้าพรมแดนก่อนเข้าหารือ เพื่อวางแผนและมาตรการที่เหมาะสมในการจัดการกับความขัดแย้งครั้งนี้ เหตุการณ์ปะทะเหล่านี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชายแดนไทย-กัมพูชาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์สองประเทศ ที่ผ่านมามีประวัติข้อพิพาทและความขัดแย้งเรื่องเขตแดนบนพื้นที่ชายแดนหลายจุด การรักษาความสงบและการเจรจาอย่างจริงจังจึงเป็นกุญแจสำคัญในการลดความรุนแรงและกลับคืนสู่สภาพปกติอย่างยั่งยืน สำหรับประชาชนในพื้นที่ ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อความปลอดภัยขณะเกิดเหตุการณ์ปะทะ อีกทั้งการให้ความร่วมมือกับกองทัพบกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ปกติได้เร็วขึ้น ในมุมมองของผู้ใช้ชีวิตในพื้นที่ดังกล่าว เหตุการณ์นี้ถือเป็นความท้าทายที่ต้องเผชิญหน้าอย่างมีสติและความระมัดระวังสูงสุด














































