กัมพูชาร้อง UN กล่าวหาไทยกักทหารผิดกฎหมาย-ทรมาน 2 นายที่ปล่อยตัว

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา ส่งหนังสือถึงสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวหาว่าไทยกักขังทหารกัมพูชา 20 นายอย่างผิดกฎหมาย หลังการหยุดยิงใกล้ปราสาทพระวิหาร โดยเพิ่งปล่อยตัวกลับมาแค่ 2 นายในวันที่ 1 สิงหาคม และทั้งคู่มีสภาพทรุดหนัก โดย 1 คนพิการทางร่างกาย อีกคนมีอาการจิตใจบอบช้ำจากการถูกทรมาน CHRC ระบุเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พร้อมเรียกร้องไทยปล่อยทหารที่เหลืออีก 18 นายกลับโดยไม่มีเงื่อนไข

#สหประชาชาติ #ข่าวกัมพูชา #ข่าวtiktok #ทหารกัมพูชา #กระทรวงกลาโหม

2025/9/15 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศไทยและกัมพูชานี้สร้างความวิตกกังวลในเรื่องสิทธิมนุษยชนและความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างมาก กรณีที่ทหารกัมพูชาถูกกักขังอย่างผิดกฎหมายถือเป็นการละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองในกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น พระราชบัญญัติสิทธิมนุษยชนสากล และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศซึ่งครอบคลุมถึงการปฏิบัติต่อผู้ถูกจับกุมและผู้รักษาสันติภาพในบริบทของความขัดแย้ง ตามหลักการสิทธิมนุษยชน ผู้ถูกจับกุมควรได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพศักดิ์ศรีและสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการได้รับการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม รวมถึงไม่ถูกทรมานหรือปฏิบัติอย่างโหดร้าย ซึ่งการมีทหารกัมพูชา 2 นายที่ถูกปล่อยตัวกลับมาพร้อมกับสภาพทรุดหนัก ทั้งร่างกายพิการและอาการบอบช้ำทางจิตใจนั้น ชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงของการละเมิดที่เกิดขึ้น ในทางกฎหมาย นอกจากจะเป็นปัญหาสิทธิมนุษยชนแล้ว ยังอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและสถานะระหว่างประเทศของไทยในเวทีโลก เนื่องจากความร่วมมือในประเด็นสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ประเทศสมาชิกสหประชาชาติยึดถืออย่างจริงจัง ทั้งนี้ กรณีนี้ยังสะท้อนความจำเป็นของการเจรจาเพื่อแก้ไขความขัดแย้งชายแดนและการปฏิบัติต่อผู้ถูกจับกุมในสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประเทศอย่างเหมาะสมภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศและข้อตกลงทวิภาคี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดซ้ำและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค การติดตามความคืบหน้าของการปล่อยตัวทหารกัมพูชาที่เหลือและความร่วมมือระหว่างไทยกับหน่วยงานระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรับประกันว่ากระบวนการจะเป็นไปตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระดับสากล รวมทั้งสร้างความไว้วางใจระหว่างประชาชนในทั้งสองประเทศในระยะยาว