“ภูมิธรรม” ลงเยี่ยมศูนย์พักพิง จ.ตราด นั่งกินข้าวกับชาวบ้าน สั่งเข้มดูแลบ้านเรือนผู้อพยพ

นายภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ศูนย์พักพิงผู้อพยพในจังหวัดตราดวันนี้ (27 ก.ค. 68) เพื่อตรวจความพร้อมและให้กำลังใจประชาชน นั่งพื้นกินข้าวกับชาวบ้านแบบเป็นกันเอง พร้อมรับฟังปัญหาความกังวลเรื่องบ้านเรือนและสัตว์เลี้ยงที่ยังอยู่ในพื้นที่สู้รบ โดยย้ำว่าได้สั่งให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อส. ชรบ. อปพร. ช่วยกันดูแลบ้านของประชาชนแล้ว ขณะเดียวกันก็แจ้งว่ามีแผนรองรับผู้อพยพไว้ถึง 20,000 คน และทางกัมพูชาเริ่มถอยร่นแล้ว พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไทยยินดีหยุดยิง แต่ต้องขึ้นอยู่กับท่าทีจริงใจของฝ่ายกัมพูชาด้วย

#ข่าวtiktok #ชายแดนไทยกัมพูชา #กระทรวงมหาดไทย #ข่าวกัมพูชา #ข่าวชายแดน

2025/9/15 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดตราด นอกจากการดูแลผู้อพยพอย่างใกล้ชิดแล้ว ยังมีความสำคัญต่อการรักษาความปลอดภัยและสภาพความเป็นอยู่ในพื้นที่โดยรอบอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะบ้านเรือนและสัตว์เลี้ยงของประชาชนที่ยังคงอยู่ในพื้นที่สู้รบตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อความมั่นคงทางใจและการฟื้นฟูหลังเหตุการณ์วิกฤต ทั้งนี้ การสั่งการให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครต่างๆ เข้มงวดในการดูแลบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชน เป็นมาตรการที่ช่วยเสริมความปลอดภัยและป้องกันการสูญหายของทรัพย์สิน นอกจากนี้ การจัดเตรียมศูนย์พักพิงที่สามารถรองรับผู้อพยพได้ถึง 20,000 คน ถือเป็นการเตรียมพร้อมเชิงรุกที่ช่วยให้สามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในอีกมุมหนึ่ง การที่รองนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่เพื่อร่วมรับประทานอาหารกับชาวบ้านผู้อพยพ ถือเป็นการแสดงออกถึงความเป็นกันเอง และสร้างความไว้วางใจให้กับประชาชนในสถานการณ์ตึงเครียด ความเข้าใจและการรับฟังปัญหาของผู้นำระดับสูงยังช่วยปลอบประโลมจิตใจและกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือในการฟื้นฟูพื้นที่หลังภัยพิบัติ การเจรจาหยุดยิงและท่าทีจริงใจจากฝ่ายกัมพูชาเป็นอีกกุญแจสำคัญที่ช่วยยุติความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา สอดคล้องกับความตั้งใจของรัฐบาลไทยที่พร้อมให้ความร่วมมือเพื่อความสงบและความมั่นคงของประชาชนทุกฝ่าย ทั้งนี้ การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและมีแผนรองรับในหลายมิติ ถือเป็นแนวทางสำคัญที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยแก่ผู้อพยพและประชาชนในพื้นที่โดยรวม