ศบ.ทก.นัดถกด่วน 20 ก.ค. เตรียมส่งหลักฐานฟ้องยูเอ็น เขมรละเมิดสนธิสัญญาห้ามกับระเบิด

พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา หรือ ศบ.ทก. นัดประชุมด่วน 20 ก.ค. เวลา 14.00 น. ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อกำหนดท่าทีไทยกรณีกำลังพลร้อย ร.6021 เหยียบกับระเบิดที่ช่องบก ล่าสุดพบหลักฐานเป็นกับระเบิดใหม่ คาดกัมพูชาละเมิดอนุสัญญาออตตาวา เบื้องต้นสั่งกองทัพภาคที่ 2 รวบรวมหลักฐานทั้งหมด รายงานเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมเตรียมส่งทหารช่างเข้าเก็บกู้ในเขตแดนไทย โดยจะนำข้อมูลเสนอยูเอ็น หากอีกฝ่ายปฏิเสธก็ต้องหาหลักฐานมาหักล้าง ขณะที่แหล่งข่าวความมั่นคงขอประชาชนใจเย็น ทุกขั้นตอนต้องยึดหลักฐานชัดเจน

#ชายแดนไทยกัมพูชา #ข่าวtiktok #กระทรวงกลาโหม #องค์การสหประชาชาติ #ข่าวทหาร

2025/9/15 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมสถานการณ์กรณีการพบกับระเบิดใหม่ที่ชายแดนไทยกับกัมพูชา สะท้อนถึงความตึงเครียดและความละเอียดอ่อนทางความมั่นคงทั้งสองประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อมีการระบุว่าเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ปี 2542 ที่ห้ามการใช้และสะสมกับระเบิดชนิดนี้ ซึ่งประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยในภูมิภาค การที่ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา หรือ ศบ.ทก. ได้มีการนัดประชุมด่วนร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อรวบรวมและส่งหลักฐานไปยังองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะการรวบรวมข้อมูลและหลักฐานเข้มงวดจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถแสดงข้อเท็จจริงชัดเจนในเวทีระหว่างประเทศได้อย่างมีน้ำหนัก นอกจากนี้ การสั่งให้กองทัพภาคที่ 2 เก็บรวมรวมหลักฐานและเตรียมส่งทหารช่างเข้าเก็บกู้กับระเบิดในพื้นที่อย่างระมัดระวัง ยังแสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการในพื้นที่เพื่อป้องกันความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทั้งยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบที่สำคัญจากภาครัฐต่อความปลอดภัยในชายแดน สำหรับอนุสัญญาออตตาวา ที่ถูกละเมิดนั้น เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่กำหนดให้ยุติการใช้ ผลิต ขาย และสะสมกับระเบิดแร่ระเบิด และดำเนินการเก็บกู้ระเบิดที่ตกค้าง เพื่อป้องกันอันตรายต่อประชากรพลเรือนในพื้นที่ หลังสงครามหรือความขัดแย้งสิ้นสุดลง ซึ่งการที่กัมพูชาถูกคาดว่ามีการวางกับระเบิดใหม่ที่ชายแดนนั้นจะส่งผลกระทบทั้งทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างแน่นอน ทั้งนี้ แหล่งข่าวความมั่นคงได้ฝากถึงประชาชนให้มีความใจเย็นและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะทุกอย่างต้องอาศัยหลักฐานชัดเจนและกระบวนการทางกฎหมาย ก่อนจะดำเนินการใดๆ เพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อมูลและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างแท้จริง ในภาพรวม เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความสงบในพื้นที่ชายแดนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งหากประเทศใดฝ่าฝืนจะต้องถูกตรวจสอบและรับผิดชอบในระดับนานาชาติอย่างเคร่งครัด เพื่อส่งเสริมสันติภาพและความปลอดภัยระยะยาวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้