ฮุน มาเนตลุยหนัก! กัมพูชาจับกว่าพันคน ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ
นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา สั่งการตำรวจ-ทหารบุกทลายศูนย์ก่ออาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ทั่วประเทศ โดยเฉพาะกรุงพนมเปญ ปอยเปต และสีหนุวิลล์ ล่าสุด 16 ก.ค. 2568 จับผู้ต้องสงสัยได้กว่า 1,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ เช่น อินโดนีเซีย 271 คน เวียดนาม 213 คน ไต้หวัน 75 คน หลายคนตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ ด้านยูเอ็นประเมินอาชญากรรมออนไลน์ในภูมิภาคนี้มีมูลค่าความเสียหายปีละกว่า 1.3 ล้านล้านบาท ขณะที่แอมเนสตี้เผยมีอย่างน้อย 53 จุดในกัมพูชาที่เป็นฐานอาชญากรรมข้ามชาติ
#ข่าวกัมพูชา #อาชญากรรมออนไลน์ #ข่าวtiktok #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #ชายแดนไทยกัมพูชา
การบุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ที่สร้างผลกระทบต่อทั้งภูมิภาคและระดับโลก แก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้มักจะดำเนินกิจกรรมหลอกลวงผ่านโทรศัพท์และช่องทางออนไลน์ โดยใช้เทคนิคซับซ้อนในการล่อลวงเหยื่อ ทำให้เหยื่อตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์หรือสูญเสียทรัพย์สินจำนวนมาก การจับกุมผู้ต้องสงสัยมากกว่า 1,000 คน รวมถึงชาวอินโดนีเซีย เวียดนาม และไต้หวัน แสดงให้เห็นถึงนิยามของอาชญากรรมข้ามชาติที่มีเครือข่ายเชื่อมโยงหลายประเทศ องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้ประเมินความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ในภูมิภาคนี้ว่า สูงถึง 1.3 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งสะท้อนถึงขนาดและความรุนแรงของปัญหา นอกจากนี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล รายงานว่ามีอย่างน้อย 53 จุดในกัมพูชาที่เป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ ทำให้การจัดการและติดตามปัญหาต้องใช้ความร่วมมือจากหลายฝ่ายทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ สำหรับชายแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญในการตรวจสอบและสกัดกั้นกิจกรรมผิดกฎหมาย เช่น การลักลอบเข้าเมืองและการลักลอบใช้แรงงาน รวมทั้งเป็นทางผ่านของแก๊งอาชญากรรมทางออนไลน์ด้วย จึงควรมีการร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างเจ้าหน้าที่สองประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปราม จากเหตุการณ์นี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับภัยจากอาชญากรรมออนไลน์ ทั้งในเรื่องมาตรการป้องกัน การตรวจสอบแหล่งข้อมูล และการรายงานพฤติกรรมต้องสงสัย โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตเข้าถึงได้ง่าย การเฝ้าระวังและสร้างความตระหนักรู้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดความเสี่ยงของเหยื่อและช่วยกดดันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้ลดการกระทำผิดลง สรุปได้ว่า การปฏิบัติการบุกจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาตินี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความรุนแรงของอาชญากรรมออนไลน์ในกัมพูชา แต่ยังเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อภูมิภาค ASEAN ในแง่ของความร่วมมือด้านความมั่นคงไซเบอร์และการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเพื่อรับมือกับภัยคุกคามในยุคดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ












































