รัฐบาลไทยอ้างรายงาน Amnesty ชี้ชัด “ศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชา” เข้าข่ายค้ามนุษย์ข้ามชาติ
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย รัฐบาลยืนยันข้อมูลจาก Amnesty International ตรงกับรายงานสหประชาชาติ พบศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชากว่า 50 แห่งเข้าข่ายขบวนการค้ามนุษย์ มีการบังคับใช้แรงงาน ทารุณ และยึดพาสปอร์ตเหยื่อ เหยื่อส่วนใหญ่ถูกหลอกผ่านโซเชียล ถูกกักขัง-ทำร้าย หากไม่ยอมหลอกลวงออนไลน์ แถมมีเจ้าหน้าที่กัมพูชาเ อี่ยว รัฐบาลไทยย้ำจะเร่งปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติเต็มที่
#สิทธิมนุษยชน #humanrights #มนุษยธรรม #อาชญากรรมออนไลน์ #อาชญากรรมไซเบอร์ #unodc #amnestyinternational #ข่าวกัมพูชา #cambodia #cambodianews #ข่าวชายแดน #ชายแดนไทยกัมพูชา #ไทยกัมพูชา #ดราม่า #กรมประชาสัมพันธ์ #ดราม่าวันนี้ #ดราม่ารายวัน #ข่าวtiktok #ข่าวtiktoknews #tiktoknews #tiktokเล่าข่าว #เล่าข่าวtiktok #ข่าววันนี้ #ข่าว #ข่าวล่าสุด
จากรายงานของ Amnesty International และสหประชาชาติที่รัฐบาลไทยอ้างถึง พบว่า ศูนย์คอลเซ็นเตอร์หรือแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชากว่า 50 แห่ง มีการดำเนินกิจกรรมในลักษณะที่เข้าข่ายเป็นขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติ โดยพบหลักฐานการบังคับใช้แรงงาน ทารุณกรรม และการยึดพาสปอร์ตของเหยื่อ เพื่อกักขังและบังคับให้ปฏิบัติตามคำสั่งให้หลอกลวงเหยื่อทางออนไลน์ เหยื่อส่วนใหญ่ถูกหลอกผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, TikTok และแพลตฟอร์มอื่น ๆ ซึ่งนักต้มตุ๋นเหล่านี้จะใช้เทคนิคการหลอกลวงที่หลากหลายเพื่อเข้าถึงข้อมูลและทรัพย์สินของเหยื่อ ทั้งนี้ หากเหยื่อไม่ยอมทำตามคำสั่งจะถูกกักขังหรือทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน ที่น่าสังเกตคือ มีเจ้าหน้าที่บางส่วนในกัมพูชาเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมายเหล่านี้ ทำให้ปัญหาการค้ามนุษย์และอาชญากรรมออนไลน์มีความซับซ้อนและยากต่อการแก้ไขในระดับภูมิภาค รัฐบาลไทยจึงเน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการสืบสวนและปราบปรามแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเข้มงวด เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชน การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการหลอกลวงออนไลน์และการเฝ้าระวังสัญญาณของอาชญากรรมไซเบอร์ ถือเป็นสิ่งจำเป็น ผู้ใช้โซเชียลมีเดียควรระมัดระวังและไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวกับบุคคลที่ไม่รู้จัก รวมถึงการแจ้งเบาะแสและความผิดปกติเพื่อช่วยหน่วยงานรัฐในการดำเนินการสกัดกั้นการกระทำผิดเหล่านี้ต่อไป กรณีนี้ยังตอกย้ำความสำคัญของสิทธิมนุษยชนและการคุ้มครองแรงงานในระดับสากล พร้อมเชิญชวนให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันในการหยุดวงจรอาชญากรรมที่ทำลายชีวิตและความปลอดภัยของคนจำนวนมากในภูมิภาคนี้



























