กะเหรี่ยง KNU ชี้แจง ทหารเมียนมาทิ้งคลัสเตอร์บอมบ์ใส่โรงเรียน นักเรียน-ครูดับรวม 5 ราย

กลุ่มสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) แจ้งว่าเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. เวลา 13.45 น. กองทัพอากาศเมียนมาใช้เครื่องบินขับไล่จากฐานเนปีดอว์ ทิ้งsะเบิdแบบลูกปราย (คลัสเตอร์บอมบ์) โจมตีโรงเรียนบ้านพยัต เมืองคียอนโด รัฐกะเหรี่ยง ทำให้นักเรียน 3 คน ครูวัย 40 ปี และชายชราวัย 65 ปีเสี-ชีวิต KNU ประณามว่าทหารเมียนมาจงใจมุ่งเป้าโจมตีพลเรือน โรงเรียน โรงพยาบาล และสิ่งปลูกสร้างที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทหาร พร้อมระบุว่าผู้เสี_ชีวิตทั้งหมดไม่ได้เป็นศัตรูกับรัฐบาล แค่ใช้ชีวิตตามปกติในหมู่บ้าน

#กะเหรี่ยงknu #รัฐบาลทหารเมียนมา #ทหารเมียนมา #ข่าวเมียนมา #ข่าวพม่า #ข่าวต่างประเทศ #myanmar #myanmarnews #ดราม่า #ดราม่าวันนี้ #ดราม่ารายวัน #ข่าวtiktok #ข่าวtiktoknews #tiktoknews #tiktokเล่าข่าว #เล่าข่าวtiktok #ข่าววันนี้ #ข่าว #ข่าวล่าสุด

2025/10/13 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 9 มิถุนายนนี้ เปิดเผยถึงความโหดร้ายที่เกิดกับประชาชนบริสุทธิ์ในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เกิดความขัดแย้งยาวนานระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงกับกองทัพเมียนมา การใช้คลัสเตอร์บอมบ์หรือระเบิดแบบลูกปรายถูกประณามอย่างหนักจากหลายฝ่ายเนื่องจากก่อให้เกิดความเสียหายและบาดเจ็บต่อพลเรือนอย่างรุนแรง รวมถึงการโจมตีโรงเรียนซึ่งเป็นสถานที่ที่ควรจะปลอดภัยสำหรับเด็กนักเรียนและครูผู้สอน การกระทำนี้ไม่เพียงแต่ทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์อย่างนักเรียน ครู และผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังทำลายระบบการศึกษาซึ่งส่งผลกระทบระยะยาวต่อชุมชน เพราะการโจมตีโรงเรียนทำให้เด็กนักเรียนขาดโอกาสในการเรียนรู้และเติบโตอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังสร้างความหวาดกลัวและความไม่มั่นคงในชีวิตประจำวันที่ส่งผลต่อจิตใจของคนในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง กลุ่มสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ได้ออกมาเปิดเผยเหตุการณ์และแสดงความกังวลถึงการใช้กำลังโจมตีพลเรือนโดยเฉพาะสถานที่สาธารณะ ทั้งนี้ยังเรียกร้องให้ชุมชนระหว่างประเทศเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบและหยุดยั้งการใช้ความรุนแรงที่ไม่ชอบธรรมต่อชุมชนในเมียนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปกป้องสิทธิและความปลอดภัยของเด็ก ในขณะที่เหตุการณ์นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความขัดแย้งในเมียนมา แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความทุกข์ทรมานและผลกระทบจากสงครามที่เกิดขึ้นกับประชาชนทั่วไป ผู้ติดตามข่าวสารและผู้สนใจควรให้ความสนใจและติดตามความคืบหน้าในสถานการณ์นี้เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและการช่วยเหลือในระดับสากลต่อความขัดแย้งในเมียนมาต่อไป