รัฐใจดี เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการ 850 บาทต่อเดือน พ.ย.-ธ.ค.นี้ ได้รวมสูงสุด 1,150 บาท
ครม.อนุมัติขยายสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มวงเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยตลอดเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2568 อีกคนละ 850 บาทต่อเดือน จากเดิมที่ได้รับ 300 บาท รวมเป็น 1,150 บาทต่อเดือน เพื่อบรรเทาค่าครองชีพในช่วงปลายปี โดยจะเริ่มโอนเงินรอบแรกวันที่ 1 พฤศจิกายน ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ใช้ซื้อสินค้าได้ไม่จำกัดวงเงิน พร้อมสิทธิส่วนลดก๊าซหุงต้ม 80 บาท และค่าเดินทางขนส่งสาธารณะ 750 บาทต่อเดือน รวมถึงเงินพิเศษคนพิการและผู้สูงอายุที่ได้รับสิทธิเพิ่มเติมปลายเดือน
#ข่าวtiktok #บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ #กระทรวงการคลัง #เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ #ข่าวชาวบ้าน
ในช่วงท้ายปี 2568 นี้ รัฐบาลได้แสดงความห่วงใยและเดินหน้าแก้ไขปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นด้วยการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบาง จำนวน 850 บาทต่อเดือน รวมเป็นเงินช่วยเหลือเดือนละ 1,150 บาท ซึ่งเสริมจากวงเงินเดิมที่ได้รับ 300 บาท บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้มีรายได้น้อย โดยผู้ถือบัตรสามารถใช้เงินที่ได้รับนี้เพื่อซื้อสินค้าได้ไม่จำกัดวงเงิน นอกจากนี้ยังได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษอื่น ๆ เช่น ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 80 บาทต่อเดือน และค่าเดินทางขนส่งสาธารณะอีก 750 บาทต่อเดือน รวมถึงเงินช่วยเหลือสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุที่มีสิทธิเพิ่มเติมปลายเดือน เพื่อสร้างความเท่าเทียมและช่วยชีวิตความเป็นอยู่ของกลุ่มคนที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง รอบการโอนเงินงวดแรกของการเพิ่มวงเงินจะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งผู้ถือบัตรสามารถเข้าถึงเงินช่วยเหลือนี้ผ่านบัตรสวัสดิการได้ทันที ถือเป็นการลงมือที่รวดเร็วจากรัฐบาลในการช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะในช่วงปลายปีซึ่งค่าใช้จ่ายมักจะสูงขึ้นจากกิจกรรมเทศกาลและการเตรียมความพร้อมสำหรับปีใหม่ สำหรับประชาชนที่อาจไม่ได้รับสิทธิในโครงการคนละครึ่งพลัส รัฐบาลยังได้เตรียมแผนดูแลและให้ความช่วยเหลือผ่านช่องทางนี้เพื่อให้ครอบคลุมและช่วยได้อย่างตรงจุดมากขึ้น สุดท้ายนี้ การขยายวงเงินและเพิ่มสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอย่างต่อเนื่องถือเป็นสัญญาณที่ดีในการเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงิน และลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางสังคม พร้อมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็ง โดยภาครัฐยังคงติดตามและประเมินผลอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับปรุงโครงการให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากที่สุดในอนาคต
