"ทักษิณ" ห่วงบ้านเมือง! ทนายยันชัด ไม่เกี่ยว "สแกมเมอร์" แค่รู้จัก "เบน สมิธ" ไม่เคยร่วมลงทุน
วันนี้ (6 พ.ย. 68) นายปิฎก สุขสวัสดิ์ หรือ "ปอ" สามีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เข้าเยี่ยมนาย ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ครบ 2 เดือนแล้ว โดยเผยว่าสุขภาพโดยรวมยังโอเค แต่คุณทักษิณ รู้สึกเครียดและห่วงบ้านเมือง ขณะที่ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ ยืนยันว่าคุณทักษิณ ไม่เคยเกี่ยวข้อง กับขบวนการ สแกมเมอร์ และความสัมพันธ์กับ เบน สมิธ เป็นเพียง คนรู้จัก เท่านั้น พร้อมเตือนให้ผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลพาดพิงบนโซเชียล ลบข้อมูล มิฉะนั้นจะพิจารณาดำเนินคดี
#ข่าวtiktok #ทักษิณชินวัตร #อดีตนายกรัฐมนตรี #กรมราชทัณฑ์ #กระทรวงยุติธรรม
ในประเด็นที่นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความได้ยืนยันว่าอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ และความสัมพันธ์กับเบน สมิธเป็นเพียงการรู้จักเท่านั้น เป็นข้อมูลที่ช่วยลดความเข้าใจผิดในสังคมและป้องกันการกระจายข่าวปลอมซึ่งอาจสร้างความเสียหายได้อย่างมาก จากการติดตามสถานการณ์และตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า การกล่าวหาแบบผิดๆ ถึงการมีส่วนร่วมในสแกมเมอร์นั้นทำให้เกิดผลกระทบทั้งทางกฎหมายและภาพลักษณ์ของบุคคลที่ถูกกล่าวถึง การที่ทนายยืนยันข้อมูลชัดเจนเช่นนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรได้รับการเผยแพร่อย่างจริงจัง นอกจากนี้ การกล่าวถึงเบน สมิธในฐานะคนรู้จัก โดยไม่มีการร่วมลงทุนหรือมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ก็ช่วยสร้างความกระจ่าง ลดความคลุมเครือและข้อสงสัยในประเด็นทางธุรกิจเชิงลบที่อาจถูกโยงมาถึงอดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้เป็นการเน้นย้ำว่าเราควรระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดและความเสียหายในวงกว้าง ในทางปฏิบัติ เรื่องนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีทนายและผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายที่คอยช่วยชี้แจงและจัดการกับข้อมูลข่าวสารที่ผิดพลาด การแจ้งเตือนให้ลบข้อมูลที่เป็นเท็จบนโซเชียลมีเดียและการดำเนินคดีตามกฎหมายถ้าจำเป็น จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความถูกต้องของข่าวสารในสังคมดิจิทัล นับเป็นมาตรการที่สำคัญในการปกป้องสิทธิและชื่อเสียงของบุคคล รวมถึงการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมในยุคข้อมูลข่าวสารที่แปรเปลี่ยนรวดเร็ว สำหรับประชาชนทั่วไป การรับรู้ถึงข้อมูลที่ได้รับการยืนยันและมีแหล่งที่มาชัดเจน จะช่วยให้สามารถแยกแยะและใช้ข้อมูลอย่างถูกต้อง ลดการแพร่กระจายของข่าวปลอม และเสริมสร้างสังคมที่ตื่นตัวและมีความรับผิดชอบทางสื่อออนไลน์มากยิ่งขึ้น
