“อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง” สวนรัฐบาลมัวแต่เซ็น MOU ไม่เห็นผลงานจริง ปราบสแกมเมอร์ยังไม่คืบ
นายฉัตริน จันทร์หอม อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (ประจำรองนายกรัฐมนตรี ประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) ออกโรงวิจารณ์รัฐบาลว่ามัวแต่เซ็น MOU อวดผลงานจับสแกมเมอร์ แต่ยังไม่มีความคืบหน้าจริง ทั้งที่สมัยรัฐบาลเพื่อไทยสามารถลดความเสียหายจากค อลเซ็นเตอร์ได้ชัดเจน พร้อมจี้เร่งดำเนินคดีกับผู้เสนอสินบน 40 ล้านบาทให้นายไชยชนก ชิดชอบ และให้ยึดทรัพย์เครือข่ายสแกมเมอร์คืนเงินผู้เสียหาย ชี้รัฐบาลนี้ควรใช้ พ.ร.ก.ปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่เพื่อไทยออกไว้แล้ว แทนการประชาสัมพันธ์ตัวเลขลอยๆ
#ข่าวtiktok #ปราบสแกมเมอร์ #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #อาชญกรรมออนไลน์ #ข่าวการเมือง
ประเด็นการปราบสแกมเมอร์และอาชญากรรมออนไลน์ในประเทศไทยยังคงเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายกังวล เพราะนอกจากผลกระทบทางการเงินแล้วยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความปลอดภัยทางดิจิทัลของประชาชนทั่วไป การที่อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองออกมาวิจารณ์ว่า รัฐบาลมีแต่การเซ็น MOU อย่างเดียวโดยไม่เห็นผลงานจริงนั้นสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในการดำเนินงานเชิงนโยบาย เมื่อไม่มีการลงมือปฏิบัติและติดตามผลอย่างต่อเนื่องและจริงจัง การประกาศตัวเลขหรือผลงานที่เป็นแค่การประชาสัมพันธ์จึงอาจไม่ช่วยแก้ไขปัญหาในภาพรวมได้อย่างแท้จริง อดีตรองเลขาฯ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเสนอสินบนมูลค่า 40 ล้านบาทในคดีสแกมเมอร์ พร้อมเสนอให้รัฐยึดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์เพื่อนำคืนเงินให้กับผู้เสียหาย ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่รัฐบาลชุดก่อนออกไว้แล้ว กลายเป็นข้อเสนอที่สำคัญเพื่อให้การดำเนินการมีความชัดเจนและมีมาตรฐานทางกฎหมายรองรับอย่างเต็มที่ ทำให้การป้องกันและจัดการกับอาชญากรรมออนไลน์มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ การปราบปรามและจัดการกับสแกมเมอร์ต้องเกิดจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัยและลดโอกาสให้กลุ่มอาชญากรใช้ช่องทางออนไลน์ในการก่ออาชญากรรม การมีมาตรการที่ชัดเจนและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทุกฝ่ายควรเร่งดำเนินการ โดยสรุปแล้ว การวิจารณ์และคำแนะนำของอดีตรองเลขาฯ ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างในหนทางการจัดการปัญหาสแกมเมอร์ของรัฐบาลปัจจุบัน และข้อเสนอในการใช้กฎหมายที่มีอยู่เพื่อยกระดับประสิทธิผลในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ถือเป็นเรื่องที่ควรได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและปกป้องสิทธิของประชาชนในยุคดิจิทัลนี้
