“นายกฯ อนุทิน” ลั่น! ย้อนสื่อกัมพูชา ตีข่าว “น้ำตาจระเข้” เตือน “งับเมื่อไหร่ อย่าหางจุกตูด!” ย้ำชัด “ไม่โทรคุยทรัมป์”
วันนี้ (12 พ.ย. 68) เวลา 15:00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดที่ห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ โดยยืนยันว่า ทุ่นระเบิดถูกวางในเขตไทยหลังลงนามปฏิญญาสันติภาพไปแล้ว ถือว่าปฏิญญาไม่มีผล และตอบชัดต่อข้อเสนอฝ่ายค้านให้โทรศัพท์ถึง นายโดนัลด์ ท รัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า “ไม่โทรแล้วครับ” พร้อมปฏิเสธความคิดเห็นของ นายรังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน ที่ว่าเหตุการณ์นี้เป็นการ เบี่ยงเบน การปราบสแกมเมอร์ โดยย้ำว่า เป็นคนละเรื่องกัน ส่วนกรณีที่สื่อกัมพูชาตีข่าวว่าการที่ตนไปเยี่ยมทหารบาดเจ็บแล้วร้องไห้เป็น “น้ำตาจระเข้” นายกฯ ได้หัวเราะและเตือนกลับว่า “คอยดูจระเข้มันงับที อย่าหางจุกตูดก็แล้วกัน”
#ข่าวtiktok #อนุทินชาญวีรกูล #น้ำตาจระเข้ #ข่าวกัมพูชา #ชายแดนไทยกัมพูชา
เหตุการณ์ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้ตอบโต้สื่อกัมพูชาที่รายงานข่าวว่าเขาแสดงออกเป็น "น้ำตาจระเข้" ในการไปเยี่ยมทหารบาดเจ็บ สะท้อนถึงความตึงเครียดด้านการสื่อสารระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในเรื่องชายแดน โดยเฉพาะกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดที่ห้วยตามาเรีย จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งนายกฯ อนุทิน ยืนยันว่าทุ่นระเบิดดังกล่าวถูกวางในเขตไทยหลังจากที่ได้ลงนามปฏิญญาสันติภาพไปแล้ว จึงมองว่าปฏิญญานั้นไม่ส่งผล เพื่อนำมายืนยันความชอบธรรมของไทยในข้อพิพาทนี้ ซึ่งประเด็นนี้มีความสำคัญต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างสูง ความขัดแย้งในเรื่องทุ่นระเบิดส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความปลอดภัยของประชาชนโดยตรง นอกจากนี้การที่นายกฯ อนุทินได้ตอบโต้คำวิจารณ์จากฝ่ายค้านเกี่ยวกับการโทรศัพท์ถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่า "ไม่โทรแล้วครับ" ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลไทยมีท่าทีชัดเจนต่อเรื่องนี้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้นำต่างประเทศในเวลานี้ คำเตือนจากนายกฯ ถึงสื่อกัมพูชาที่รายงานข่าวแบบ "น้ำตาจระเข้" และคำพูดที่ว่า "คอยดูจระเข้มันงับที อย่าหางจุกตูดก็แล้วกัน" เป็นคำพูดที่แฝงนัยยะเชิงเตือนให้ระวังการให้ข่าวหรือการแสดงท่าทีที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งอาจทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและสร้างความเสียหายทางการเมืองได้ นอกจากนี้ยังแสดงถึงความมุ่งมั่นในการรักษาชื่อเสียงและเกียรติภูมิของผู้นำประเทศ ในมุมของผู้ติดตามข่าวสารและประชาชนทั่วไป ประเด็นนี้สร้างความตื่นตัวต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ทั้งในด้านการเมือง ความมั่นคงชายแดน และการแสดงออกของผู้นำในการจัดการกับประเด็นที่ถูกใช้ในทางสื่อสารมวลชนอย่างมีนัยยะ สำหรับผู้สนใจติดตามสถานการณ์นี้ ควรเข้าใจภาพรวมของปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และบทบาทของผู้นำในบริบทการเมืองระดับชาติและระหว่างประเทศ เพื่อประเมินท่าทีและผลกระทบที่อาจตามมา ตลอดจนเรียนรู้ว่าสื่อมีอิทธิพลต่อการรับรู้ของประชาชนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างไร โดยแนะนำให้ตามข่าวจากหลากหลายแหล่งข่าวเพื่อรับมุมมองที่รอบด้านและรู้เท่าทันข่าวสารมากขึ้น











