น้ำยังสูง! จ.ชัยนาท สั่งปิดไม่มีกำหนด 11 โรงเรียน หลังน้ำท่วมขังเกิน 2 เมตร

วันนี้ (19 พ.ย. 2568) สถานการณ์น้ำท่วมใน จ.ชัยนาท ยังน่าเป็นห่วง แม้ปริมาณน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะเริ่มลดลง โดยระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 17.45 ม./รทก. และระบายน้ำ 2,688 ลบ.ม./วินาที อย่างไรก็ตาม มีรายงานจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาทว่า มีโรงเรียนในพื้นที่ประสบอุทกภัยถูก สั่งปิดทำการเรียนการสอนแบบไม่มีกำหนด จำนวน 11 โรงเรียน แล้ว เนื่องจากน้ำยังท่วมขังสูงกว่า 2 เมตรในบางจุด ทำให้นักเรียนต้องปรับไปเรียนในรูปแบบ On Line และ On Hand แทน

#ข่าวtiktok #กระทรวงศึกษาธิการ #น้ำท่วมชัยนาท #ข่าวนักเรียน #ข่าวการศึกษา

2025/11/19 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดชัยนาทในครั้งนี้ถือเป็นการท่วมหนักที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชนและระบบการศึกษาในพื้นที่ นอกจากระดับน้ำที่สูงกว่า 2 เมตรในหลายจุดจนต้องสั่งปิดโรงเรียน 11 แห่งแบบไม่มีกำหนดแล้ว การเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนจากห้องเรียนปกติไปสู่ระบบออนไลน์และ On Hand ยังเป็นความท้าทายในหลายพื้นที่ที่ยังขาดแคลนอุปกรณ์และสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทำให้ครูและนักเรียนต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อให้การเรียนรู้ยังดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในมุมของการบริหารจัดการภัยน้ำท่วม ทางหน่วยงานท้องถิ่นร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการได้เร่งหามาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน เช่น การจัดเตรียมอุปกรณ์การเรียนออนไลน์ แจกจ่ายอาหารกลางวันให้กับเด็กนักเรียนในพื้นที่อ่วม และจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่จะมีทั้งการประเมินความเสียหายและสนับสนุนการฟื้นฟูในระยะยาวอย่างมีประสิทธิผล ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ณ ขณะนี้อยู่ที่ 17.45 เมตร รทก. ซึ่งแม้ว่าจะเริ่มลดลงแต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมซ้ำยังมีอยู่สูง โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนริมแม่น้ำ ทั้งนี้ ประชาชนในพื้นที่ควรติดตามประกาศและข่าวสารจากหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ ยังควรเตรียมความพร้อมในเรื่องของอุปกรณ์การเรียนและอุปกรณ์สื่อสารสำหรับนักเรียนให้พร้อมรองรับเรียนออนไลน์ในระยะที่ยังไม่ได้กลับไปเรียนที่โรงเรียน เพื่อป้องกันผลกระทบด้านความรู้และพัฒนาการของเด็กในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมยาวนานนี้ โดยรวมแล้วสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดชัยนาทครั้งนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อชีวิตประจำวันและความปลอดภัยของประชาชน แต่ยังส่งผลต่อการศึกษาของเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในอนาคต จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชน จะร่วมมือกันเพื่อบรรเทาผลกระทบและฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด