ทภ.2 แจ้งพื้นที่ 4 จังหวัดเสียหายจาก BM-21-ปืนใหญ่ 50 นัด - ยิงใส่พลเรือนวงกว้าง
(10 ธ.ค. 68) กองทัพภาคที่ 2 เผยข้อมูลพื้นที่พลเรือน 4 จังหวัดชายแดน (บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ, สุรินทร์, อุบลราชธานี) ถูกปืนใหญ่และจรวด BM-21 ยิงใส่รวมกว่า 50 นัด รายละเอียดระบุตำบลกระสุนตกที่ได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง โดย จ.สุรินทร์ ได้รับผลกระทบมากที่สุดรวม 20 นัด ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่พื้นที่ยังมีความเสี่ยงสูง และอยู ่ระหว่างรอการสำรวจความเสียหาย
#ข่าวtiktok #ข่าวกัมพูชา #ชายแดนไทยกัมพูชา #ไทยกัมพูชา #กระทรวงกลาโหม
เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นบนชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งนี้ โดยทภ.2 ได้รายงานว่าพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนไทย ได้แก่ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี ถูกโจมตีด้วยอาวุธหนักอย่างจรวด BM-21 และปืนใหญ่รวมกว่า 50 นัดในระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งทำให้หลายตำบลในแต่ละจังหวัดได้รับความเสียหายอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะจังหวัดสุรินทร์ที่ได้รับผลกระทบสูงสุดถึง 20 นัด จรวด BM-21 เป็นอาวุธยิงจรวดหลายลำกล้องที่มีความรุนแรงและสามารถสร้างความเสียหายต่อพื้นที่กว้างได้ อีกทั้งการใช้ปืนใหญ่ร่วมทำให้สถานการณ์ยิ่งทวีความซับซ้อนและอันตรายต่อประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยรายงานเบื้องต้นจากกองทัพระบุว่าขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่สถานการณ์ยังคงระมัดระวัง และอยู่ในขั้นตอนการสำรวจความเสียหายเพิ่มเติม ในแง่ของผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ การโดนยิงอาวุธหนักเช่นนี้ส่งผลให้ชุมชนประสบกับความหวาดกลัวและความไม่มั่นคงอย่างมาก นอกจากความเสียหายทางทรัพย์สินและโครงสร้างบ้านเรือนแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อการเดินทาง ปัจจัยการดำรงชีวิต และความมั่นคงในภูมิภาคอย่างชัดเจน การที่ทภ.2 ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับตำบลต่างๆ ที่กระสุนตก ไม่ว่าจะเป็นในม.2 ต.เสาธงชัย กันทฤษณ์ และในหมู่บ้านอื่น ๆ ในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการโปร่งใสและการตรวจสอบความเสียหายจริง เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการจัดสรรความช่วยเหลือและป้องกันในอนาคต สำหรับประชาชนในพื้นที่ชายแดน สิ่งสำคัญคือต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและครอบครัว นอกจากนี้ การสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ อย่างเช่นกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็มีบทบาทสำคัญในการดูแลรักษาความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ดังกล่าว โดยสรุป เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงตามชายแดน และความจำเป็นในการบริหารจัดการที่เข้มแข็งและรัดกุมเพื่อคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน พร้อมกับการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการรักษาสันติภาพระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน





































