กทม. สั่งเก็บมือถือนักเรียนเริ่มปี 69 ผุดแคมเปญ "ฝากมือถือไว้กับครู" เน้นโฟกัสการเรียน
(13 มี.ค. 69) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประกาศมาตรการควบคุมการใช้โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ดิจิทัลในโรงเรียนสังกัด กทม. ภายใต้โครงการ “Phone Off, Learning On โฟกัสการเรียนรู้ ฝากมือถือไว้กับครู” เริ่มภาคเรียนปีการศึกษา 2569 เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและลดผลกระทบจากการใช้งานหน้าจ อเกินความจำเป็น โดยจะให้ฝากเครื่องไว้กับครูและอนุญาตให้ใช้เฉพาะในวิชาที่จำเป็นต้องใช้เป็นเครื่องมือการเรียนรู้เท่านั้น เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและลดภาวะอ้วนจากการขาดการออกกำลังกาย
#ข่าวtiktok #กทม #ข่าวการศึกษา #ข่าวนักเรียน #กระทรวงศึกษาธิการ
ในฐานะผู้ปกครองและคนที่เคยเรียนในโรงเรียน กฎเกณฑ์ใหม่ของกทม. ที่สั่งเก็บมือถือของนักเรียนตั้งแต่ปี 69 ถือเป็นนโยบายที่น่าสนใจมากครับ เพราะมือถือที่เป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวันของเด็ก ๆ กลับกลายเป็นสิ่งรบกวนการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะสังคมได้มากกว่าที่คิด จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมพบว่าเมื่อใช้มือถือระหว่างเรียนบ่อยๆ นอกจากจะเสียสมาธิแล้วยังมีโอกาสเสพเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม หรือถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปทำกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนลดลง และยังส่งผลต่อพฤติกรรมการเข้าสังคมอย่างเห็นได้ชัด การที่กทม.เริ่มโครงการ “Phone Off, Learning On โฟกัสการเรียนรู้ ฝากมือถือไว้กับครู” ไม่เพียงแต่ช่วยให้เด็ก ๆ มีสมาธิกับบทเรียน แต่ยังช่วยสนับสนุนให้พวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและครูอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการพัฒนาทักษะทางสังคม และยังช่วยแก้ปัญหาภาวะอ้วนเพราะการลดเวลาอยู่หน้าจอ จะกระตุ้นให้นักเรียนออกกำลังกายและเล่นกิจกรรมกลางแจ้งมากขึ้น นอกจากนี้การจำกัดการใช้มือถือเฉพาะในวิชาที่จำเป็นยังช่วยให้เด็ก ๆ เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีอย่างมีวินัย รู้จักแยกแยะว่าสิ่งใดควรใช้เพื่อการศึกษาและสิ่งใดที่ควรหลีกเลี่ยง การสร้างนิสัยนี้ตั้งแต่เล็กจะช่วยให้พวกเขาเติบโตขึ้นพร้อมกับการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมในโลกยุคดิจิทัล อย่างไรก็ตาม การนำมาตรการนี้มาใช้ให้ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครอง ครู และนักเรียนอย่างแท้จริง การให้ความรู้เรื่องประโยชน์และโทษของการใช้มือถือในช่วงวัยเรียน รวมถึงสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ จะช่วยให้นักเรียนสามารถปรับตัวและเข้าใจว่าการจำกัดการใช้มือถือไม่ได้เป็นการควบคุม แต่เพื่อส่งเสริมอนาคตที่ดีกว่า โดยสรุปแล้ว การเก็บมือถือในโรงเรียนตามโครงการของกทม. เป็นก้าวที่ดีในการพัฒนาโรงเรียนให้เป็นสถานที่เรียนรู้ที่มีคุณภาพมากขึ้น ทั้งยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจของเด็กได้อย่างแท้จริง



























