สส. ธีรศักดิ์ ซัดการศึกษาไทยวิกฤต! จี้รัฐเลิกเน้นงบสร้างแพลตฟอร์มแต่ใช้งานไม่ได้จริง
(9 เม.ย. 69) นายธีรศักดิ์ จิระตราชู สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายถล่มนโยบายรัฐบาลที่ปล่อยให้การศึกษาตกต่ำ หลักสูตรล้าสมัย และครูแบกภาระงานหนักจนไม่ได้สอน โดยเฉพาะงบประมาณกว่า 7,800 ล้านบาทที่เน้นสร้างแต่แพลตฟอร์มซ้ำซ้อนแต่เด็กไม่ได้ใช้ประโยชน์จริง พร้อมแฉเว็บแจ้งเหตุความปลอดภัยในโรงเรียนลิงก์ไปถึงเว็บพนันออนไลน์ จึงจี้ให้รัฐบาลเร่งแก้ พ.ร.บ. การศึกษา และกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นดูแลเด็กปฐมวัยอย่างทั่วถึงเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นชน
#ข่าวtiktok #ข่าวนักเรียน #ข่าวการศึกษา #กระทรวงศึกษาธิการ #ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
จากประสบการณ์ของผู้เขียนเกี่ยวกับประเด็นการพัฒนาเทคโนโลยีการศึกษาในไทย หลายครั้งที่เห็นงบประมาณจำนวนมากถูกทุ่มลงไปกับการสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อการเรียนการสอน แต่พบว่าการนำไปใช้จริงกลับต่ำมาก สาเหตุหลักมาจากการขาดการวางแผนรวมไปถึงการออกแบบที่ไม่ได้คำนึงถึงความต้องการและพฤติกรรมของผู้ใช้งานจริง เช่น เด็กนักเรียนและครู ทำให้แพลตฟอร์มเหล่านี้กลายเป็นเพียงเครื่องมือที่มีแต่ตัวหนังสือไม่ค่อยมีการโต้ตอบหรือช่วยส่งเสริมการเรียนรู้จริงจังเหมือนกับแอพพลิเคชันในตลาดทั่วไป นอกจากนี้ ปัญหาของครูที่มีภาระงานล้นมือ และต้องรับผิดชอบเรื่องระบบเทคโนโลยีที่ซับซ้อนก็ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการสอนลดลง เช่นเดียวกับเรื่องหลักสูตรที่ไม่ทันสมัย ยังกดทับศักยภาพในการพัฒนาเด็กที่ควรได้รับการสนับสนุนอย่างครอบคลุม ผู้เขียนคิดว่าหากรัฐสามารถปรับเปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณโดยลดการซ้ำซ้อนและเน้นที่การพัฒนาคุณภาพครู การออกแบบหลักสูตรที่เน้นทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 รวมถึงสร้างโปรแกรมเทคโนโลยีที่ครูและเด็กสามารถใช้ได้ง่าย ก็จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาได้อย่างแท้จริง สำหรับกรณีเว็บแจ้งเหตุความปลอดภัยที่ลิงก์ไปยังเว็บพนันออนไลน์ ผู้เขียนเห็นว่าเป็นปัญหาที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยของเด็กและสร้างความสับสนให้กับผู้ใช้ ขอแนะนำให้สำนักงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและปรับแก้ระบบให้รัดกุมโดยเร็ว เมื่อรวมกับการส่งเสริมการเรียนรู้และการบริหารที่เน้นความโปร่งใสและประสิทธิภาพ จะช่วยให้การศึกษาของไทยขยับใกล้เป้าหมายที่ครูและนักเรียนทุกคนได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและสามารถพัฒนาเต็มศักยภาพได้อย่างแท้จริง สุดท้ายนี้การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นได้มีบทบาทในการดูแลเด็กในวัยปฐมวัยก็เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาการศึกษาจากรากฐาน ผู้เขียนเชื่อว่าการมีส่วนร่วมของชุมชนในแต่ละท้องถิ่นจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการพัฒนาเด็กอย่างยั่งยืนต่อไป





























